Home กฎหมาย-ฎีกาน่ารู้ ความรู้เกี่ยวกับ ความผิดฐานปลอมเอกสาร

ความรู้เกี่ยวกับ ความผิดฐานปลอมเอกสาร

1045
SHARE

 

“ปลอมเอกสาร”

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตราอื่นที่เกี่ยวข้องคลิกเพื่ออ่าน ปลอม

อะไรบ้างที่ทำแล้วผิดกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องปลอมเอกสาร

๑.เอาป้ายทะเบียนวงกลมประจำปีที่แท้จริงของรถคันหนึ่งมาปิดที่รถอีกคันไม่ผิดปลอมและใช้เอกสารปลอม คำพิพากษาฏีกา ๑๑๔๑/๒๕๒๓
๒.ทำป้ายทะเบียนรถยนต์ขึ้นมาใหม่ โดยเป็นเลขทะเบียนที่ “ สมมุติขึ้นมาเอง” หรือ ไปมี “ หมายเลขทะเบียนตรงกับหมายเลขทะเบียนรถคันอื่น” เป็นการปลอมเอกสารคำพิพากษาฏีกา ๓๖๗/๒๕๒๐,๓๑๗/๒๕๒๑,๒๒๔๑/๒๕๒๓

๓..พิมพ์แบบฟอรมประกาศนียบัตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีข้อความครบถ้วน ยังขาดอยู่ที่ยังไม่ได้กรอกชื่อโรงเรียน วันเดือนปี และชื่อผู้ได้รับประกาศนียบัตร เป็นการปลอมประกาศนียบัตรแล้ว คำพิพากษาฏีกา ๘๘๙/๒๔๙๘
๔. การสมมุติชื่อขึ้นมาใช้ในนามตัวเองเพราะไม่ประสงค์ใช้นามจริง ถ้าไม่ได้กระทำเพื่อให้เข้าใจว่านามที่สมมุติเป็นชื่อคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองก็ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร คำพิพากษาฏีกา ๑๕๑/๒๕๐๗
๕.การยอมให้บุคคลอื่นใช้ชื่อของตนในการทำนิติกรรม การลงลายมือชื่อแทนเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารได้ คำพิพากษาฏีกา ๒๓๘/๒๔๗๖,๑๐๔๖/๒๔๗๗


ข้อสังเกตและบทวิเคราะห์

๑.เอาป้ายทะเบียนวงกลมประจำปีที่แท้จริงของรถคันหนึ่งมาปิดที่รถอีกคันนั้น เมื่อป้ายทะเบียนวงกลมเสียภาษีรถยนต์เป็นเอกสารที่แท้จริง ไม่ได้มีการทำปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนใดส่วนหนึ่ง เติมหรือตัดทอนข้อความ ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร จึงไม่ใช่เอกสารปลอมปลอม เมื่อไม่ใช่เอกสารปลอมการที่นำไปติดกับรถคันอื่นจึงไม่ผิดฐานใช้เอกสารปลอม


๒.แต่หากทำแผ่นป้ายทะเบียนขึ้นมาใหม่ โดยเป็นเลขทะเบียนที่ “ สมมุติขึ้นมาเอง” หรือ “มีหมายเลขทะเบียนไปตรงกับรถคันอื่น” นั้นเห็นได้ว่า การทำป้ายหมายเลขทะเบียนรถยนต์ โดย “ สมมุติขึ้นมาเอง” เท่ากับหมายเลขทะเบียนที่ทำขึ้นไม่ตรงกับหมายเลขทะเบียนรถของตนที่ได้จดทะเบียน เมื่อเป็นเอกสารที่ทำขึ้นเองทั้งฉบับจึงเป็นการปลอมขึ้นทั้งฉบับจึงเป็นการปลอมเอกสารราชการ เพราะป้ายหมายเลขทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกจัดทำเพื่อติดไว้ด้านหน้าด้านหลังรถเป็นสิ่งที่แสดงว่ารถยนต์คันนี้ได้จดทะเบียนแล้วจึงได้หมายเลขทะเบียนนี้ การไปทำแผ่นป้ายทะเบียนใหม่โดยมีเลขไม่ตรงตามที่จดทะเบียนไว้ ไม่ว่าจะเป็นเลขทะเบียนที่ “สมมุติขึ้นเอง” หรือไปทำแผ่นป่ายทะเบียนไป “ตรงแผ่นป้ายทะเบียนรถคันอื่น”ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจึงเป็นการปลอมเอกสารราชการแล้ว การที่นำไปติดกับรถและขับรถไปตามสถานที่ต่างๆเป็นการใช้เอกสารราชการปลอมแล้วเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจผิดว่ารถคันนี้มีหมายเลขทะเบียนนี้ อาจเป็นคนที่มีไว้ใช้ในการกระทำความผิดเพื่อหลบหนีการจับกุมก็ได้


๓.ส่วนการทำแผ่นป้ายทะเบียนเองแม้จะตรงกับหมายเลขทะเบียนเดิมก็ตาม ก็เป็นการทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ เพื่อให้คนที่พบเห็นว่าเป็นแผ่นป้ายทะเบียนที่แท้จริง ในความเห็นส่วนตัวว่าเป็นการทำปลอมขึ้นมาทั้งฉบับเพราะไม่ใช่เอกสารที่กรมการขนส่งทางบกจัดทำขึ้น และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมการขนส่งทางบกและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ต้องเสียเวลามาตรวจสอบว่ารถคันดังกล่าวเป็นคนที่ถูกลักมาหรือไม่อย่างไร ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่าเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมแล้ว


๔.ตามข้อ ๓.นั้นด้วยความเครารพในคำพิพากษาศาลฏีกาที่เห็นว่าการพิมพ์แบบฟรอมประกาศนียบัตรของกระทรวงศึกษาธิการขึ้นเองโดยยังไม่ได้กรอกข้อความมีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการแล้วนั้น ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่าแบบฟรอมดังกล่าวก็เหมือนแบบฟรอมหนังสือมอบอำนาจหรือใบแต่งทนายที่ยังไม่ได้กรอรกข้อความจึงไม่ก่อให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข แผนหรือผังอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น เพราะยังไม่รู้ว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร ลำพังการปลอมแบบฟรอมประกาศนียบัตรที่ยังไม่ได้กรอกข้อความว่าใครสำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาใด ที่ไหน เมื่อไหร่ ไม่อาจทำให้ปรากฏความหมายได้ จึงยังไม่น่าเป็นการปลอมเอกสารราชการแต่อย่างใด กรณีน่าจะเทียบได้กับคำพิพากษาฏีกา ๑๕๓๐/๒๕๒๒ ที่พิพากษาว่า รูปถ่ายของผู้รับปริญญาบัตร แม้จะมีเลข พ.ศ.ที่รับปริญญา และชื่อมหาวิทยาลัย ก็ไม่ใช่เอกสารเป็นเพียงภาพบุคคลรับพระราชทานปริญญา ไม่ได้ทำให้ปรากฏความหมายแต่อย่างใด


๕.ตามข้อ ๔.นั้น บุคคลอาจตั้งนามสมมุติแทนชื่อของตนได้ เช่นชื่อสมมุติหรือนามแฝงในการแต่งหนังสือ หรือประพันธ์เพลงหรือใช้เป็นชื่อในการชกมวย แม้ว่าชื่อนั้นจะไปพ้องหรือตรงกับชื่อหรือนามสกุลบุคคลอื่น ก็จะถือว่าการลงลายมือชื่อในนามแฝงหรือชื่อสมมุตินั้นเป็นการปลอมลายมือชื่อของบุคคลอื่นอันจะเป็นการปลอมเอกสารหาได้ไม่ หรือแม้ในการเปิดบัญชีธนาคารสามีอาจไม่ต้องการให้ภรรยาทราบว่าตนมีเงินฝากในธนาคารเท่าใดก็อาจมีนามแฝงหรือใช้ชื่ออื่นแทนชื่อของตนได้ หรือคนที่มีธุรกิจสีเทาอาจต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบทางการเงินของตนอาจตั้งชื่อสมมุติหรือนามแฝงเป็นชื่ออื่นที่ไม่ใช่ชื่อของตนเพื่อไม่ให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินของบตนได้ ในกรณีเหล่านี้แม้ชื่อหรือนามแฝงนั้นจะไปตรงกับชื่อนามสกุลคนอื่นก็จะถือว่าการลงลายมือชื่อในฐานะที่เป็นนามแฝงหรือชื่อสมมุติเป็นการปลอมลายมือชื่อคนอื่นอันจะเป็นการปลอมเอกสารหาได้ไม่


๖.การที่ยินยอมให้บุคคลใดใช้ชื่อเราในการทำนิติกรรม แล้วคนที่ได้รับอนุญาตไปทำนิติกรรมในนามของเราและลงลายมือชื่อของเรา เท่ากับลงลายมือชื่อยืนยันว่าเป็นตัวเรา ลายมือชื่อนี้คือลายมือชื่อของเราเท่ากับเป็นการลงลายมือชื่อปลอมแล้วเป็นการปลอมเอกสาร หากประสงค์ให้ดำเนินการแทนก็สามารถ “มอบอำนาจ” ให้ทำนิติกรรมแทนกันได้อยู่แล้ว ซึ่งผู้รับมอบอำนาจสามารถลงลายมือชื่อของ “ตน เอง” ลงไปในการทำนิติกรรมนั้นได้ แต่การอนุญาตให้ทำนิติกรรมแทนนั้นโดยไม่มีการมอบอำนาจให้ถูกต้องตามกฏหมาย ย่อมต้องคาดหมายได้ว่าต้องลงลายมือชื่อแทนตน การที่บุคคลอื่นลงลายมือชื่อแทนตนไม่มีกฎหมายอนุญาตให้บุคคลลงลายมือชื่อแทนกันได้ การลงลายมือชื่อแทนคนอื่นเท่ากับเป็นการปลอมลายมือชื่อคนอื่นอันเป็นการปลอมเอกสารแล้ว การให้ทำนิติกรรมแทนโดยให้ทำในนามคนมอบอำนาจ เท่ากับเป็นการก่อหรือใช้ให้ผุ้รับมอบอำนาจทำการปลอมลายมือชื่อของตนซึ่งเป็นการก่อหรือใช้ให้บุคคลอื่นปลอมเอกสาร ทั้งการทำนิติกรรมบางอย่างเช่นซื้อขาย ผู้เป็นเจ้าของเท่านั้นที่สามารถทำการซื้อขายเมื่อไม่ใช่เจ้าของแล้วมาลงชื่อเป็นเจ้าของในการทำนิติกรรมซื้อขายในนามเจ้าของจึงเป็นการปลอมลายมือชื่อของเจ้าของแล้ว แม้เจ้าของจะอนุญาตก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้สามารถลงลายมือชื่อแทนกันได้ และการที่ไม่ใช่เจ้าของมาลงชื่อในฐานะเจ้าของโดยลงลายมือชื่อของตนโดยลงว่าเป็นอีกบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ซื้อได้ เพราะอาจมีการอ้างว่าผู้ที่ขายไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงแล้วปฏิเสธไม่ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายได้ จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารได้


๗.การที่ให้บุคคลอื่นทำนิติกรรมในนามตนเองได้โดยไม่มีการมอบอำนาจตามกฏหมาย โดยบุคคลภายนอกไม่รับรู้เรื่องดังกล่าว เป็นการสมรู้ระหว่างผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ เป็นการแสดงเจตนาลวงระหว่างผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ การแสดงเจตนาลวงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ แต่จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายแต่การแสดงเจตนาลวงดังกล่าวไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๕ แต่หากบุคคลภายนอกรับทราบแต่แรกแล้วยังฝืนทำนิติกรรมด้วย จะอ้างว่าการกระทำระหว่างผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจเป็นเจตนาลวงหาได้ไม่


๘.การลงลายมือชื่อแทนกันจะกระทำไม่ได้ แม้เจ้าของลายมือชื่อจะยินยอมหรืออนุญาตก็ตาม แต่ก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร คำพิพากษาฏีกา ๙๓๙/๒๔๗๓,๑๕๒๖/๒๕๒๕ ด้วยความเครารพในคำพิพากษาฏีกาดังกล่าวแม้เจ้าของยินยอมให้ลงลายมือชื่อแทนตนได้ก็ไม่มีกฏหมายรองรับให้ทำได้ แม้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของลายมือชื่อ แต่อาจเสียหายต่อบุคคลภายนอกที่มาทำนิติกรรมได้ จึงน่าเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารได้

 

ผู้ให้ความรู้ ท่านจิระประวัติ เเบบประเสริฐ อัยการผู้เชียวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด

Facebook Comments