Home กฎหมาย-ฎีกาน่ารู้ สนช. รับหลักการ แก้ ป.วิแพ่ง จบชั้นอุทธรณ์

สนช. รับหลักการ แก้ ป.วิแพ่ง จบชั้นอุทธรณ์

158
SHARE

image
สนช.กำลังแก้กฎหมายให้คดีถึงที่สุดแค่ศาลอุทธรณ์เท่านั้น
สนช. รับหลักการวาระแรกแก้ ป.วิ แพ่ง ให้จบคดีที่ศาลอุทธรณ์ หากจะฎีกาต้องขออนุญาตศาล ขณะที่สมาชิกห่วงตัดสิทธิประชาชน คำตัดสินศาลอุทธรณ์ยังไม่มีมาตรฐาน ส่อกระทบความยุติธรรม ขณะที่ “วิษณุ” ระบุการเปลี่ยนจากระบบให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ มาเป็นระบบขออนุญาตศาลฎีกา เพื่อลดปัญหาคดีค้างคาจำนวนมาก ส่วนปัญหามาตรฐานศาลอุทธรณ์ ต้องละเอียดในการคัดเลือกผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันนี้ (19 ก.พ.) มีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมการอุทธรณ์ฎีกา โดยสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้เสนอ ผ่านครม. โดยมีเนื้อหาสาระในร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว กำหนดหลักเกณฑ์ของคดีที่จะสามารถนำมาพิจารณาในศาลฎีกาจำนวน 6 ข้อ ได้แก่ 1.ปัญหาเกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ 2.เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา 3.คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญ ซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน
4.เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ขัดกับคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น 5.เพื่อเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย และ 6.ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ซึ่งการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับองค์คณะผู้พิพากษาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ประกอบด้วย รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาอย่างน้อย 3 คน
ทั้งนี้ สมาชิกสนช.ได้อภิปรายท้วงติงและสอบถามถึงความชัดเจนจากรัฐบาลว่า การออกกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการกระทบสิทธิของประชาชนหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมาได้รับรองการใช้สิทธิของประชาชนในการสู้คดีในชั้นศาลฎีกา
นายสมชาย แสวงการ กล่าวว่า สนช. แม้เดิมสิทธิของชาวบ้านในการสู้คดีสามารถทำได้ 3 ศาล จะเสียไปบ้างแต่ก็ยอมรับว่ามีทั้งข้อดีและเสีย แต่ข้อดีนั้นมีมากกว่า เพราะจะทำให้คดีได้รวดเร็ว และคืนความยุติธรรมได้รวดเร็วขึ้น ส่วนข้อกังวลต่างๆ เราได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาทนายความ สำนักงานอัยการ เนติบัณฑิตยสภา มาร่วมทำงานในชั้นกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งตนเห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
นายธานี อ่อนละเอียด สนช. กล่าวว่า การแก้ไขจากสิทธิของประชาชนในการยื่นฎีกาได้ เป็นการขออนุญาตจากกรรมการจำนวน 4 คน จะเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนหรือไม่ และที่ผ่านมาสภาทนายความ ก็คัดค้านเพราะไปตัดสิทธิของประชาชน อีกทั้งยังเป็นห่วงมาตรฐานของศาลอุทธรณ์ทั้ง 10 ภาค ว่าจะตัดสินแตกต่างกันหรือไม่ ในคดีที่ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเหมือนกัน รวมทั้งยังเป็นห่วงการเรียนการสอนของนักศึกษาปริญญาตรี โท และเอก ที่ยึดถือคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งต่อไปจะอ้างอิงจากหลักการอะไร อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ อยากถามว่ารัฐบาลได้สอบถามความคิดเห็น ตำรวจ สภาทนายความ กรมราชทัณฑ์ และประชาชนแล้วหรือยัง
นายตวง อันทะไชย สนช. กล่าวว่า ในสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ สนช. ไม่ควรไปแก้ไขกฎหมายที่ตัดสิทธิของประชาชน และที่อ้างว่าแก้ไขเพื่อลดจำนวนคดี ตนเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะควรจะไปแก้เรื่องกลไกบริหารภายในของศาลฎีกาเองเสียมากกว่า
ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า เดิมประชาชนสามารถฎีกาคดีได้เรียกว่าเป็นระบบสิทธิ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคดีจะพิจารณา 3 ศาลเสมอไป และส่วนใหญ่ที่ผ่านไปถึง 3 ศาลต้องเป็นคดีปัญหาข้อกฎหมายเพราะต้องอาศัยการตีความ และเรื่องทุนทรัพย์ แต่ขณะนี้กำลังจะแก้ไขเป็นระบบอนุญาตที่ใช้หลายประเทศ ที่ให้ศาลฎีกา เป็นผู้อนุญาต ซึ่งคู่ความก็สามารถนำคดีขึ้น 3 ศาลเช่นเดิม แต่จะได้รับฎีกาหรือไม่จะดูสาระสำคัญหรือไม่ โดยผ่านกรรมการจำนวน 4 คนขึ้นมาพิจารณา ดังนั้นสิทธิในการยื่นฎีกายังเช่นเดิม แต่อยู่ที่ว่าจะอนุญาตหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันเราก็ใช้ในคดียาเสพติด และคดีคุ้มครองผู้บริโภค ที่จบเพียง 2 ศาล ก็ประสบความสำเร็จมาแล้วเพราะชาวบ้านได้รับการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาเหตุที่แก้กฎหมายเพราะมีผู้พิพากษาศาลฎีกาเพียง 140 คน โดยมีคดีแพ่งเข้ามาในศาลฎีกาเป็นดินพอกหางหมูปีละ 25,000 คดี ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆต่อไป และผู้พิพากษาในศาลฎีกาต้องทำคดี 1 คนต่อจำนวน 150 คดี ถือว่ามากเกินไป ส่วนจะเพิ่มจำนวนศาลฎีกาก็อาจสร้างปัญหาให้อีกมากมาย โดยเฉพาะมาตรฐานของศาลอาจลดลง อีกทั้งหากเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาก็ไม่เท่ากับจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น
สำหรับมาตรฐานของศาลอุทธรณ์ ที่มีมากถึง 10 ศาล กระจายอยู่ 10 ภูมิภาค โดยจะแก้ปัญหาให้ 10 ศาลประชุมกันบ่อยขึ้น เพื่อให้คำตัดสินเป็นไปในแนวทางเดียวกัน รวมทั้งออกข้อกำหนดควบคุมอีกด้วย ส่วนการคัดเลือกผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์จะต้องมีความละเอียดมีความรู้ ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นด้วย ส่วนกรณีนักศึกษาที่เดิมจะอ้างคำตัดสินของศาลฎีกา ซึ่งต่อจากนี้จะต้องมีหนังสือรวบรวมคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ เพื่อสร้างบรรทัดฐานต่อไป และที่ผ่านมา ครม. ก็ได้สอบถามความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดแล้วด้วยเช่นกัน
จากนั้นที่ประชุม สนช.เห็นชอบรับหลักการกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนน 168 ต่อ 9 คนเสียง เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาต่อไป โดยมีตัวแทนจากสภาทนายความ ที่เคยคัดค้านกฎหมายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องรวมอยู่ด้วยเพราะมองว่าเป็นการตัดสิทธิของประชาชนที่สามารถสู้คดีได้ถึง 3 ศาล พร้อมกำหนดวันแปรญัตติ 15วัน
ผู้ให้ข้อมูล
ขอบคุณ อ.เดชา ประทานเครือข่ายทนายคลายทุกข์
ผู้เรียบเรียง อ.กฤษดา

Facebook Comments