Home กฎหมาย-ฎีกาน่ารู้ สมัครใจเข้าวิวาท จะอ้าง ป้องกันหรือบันดาลโทสะได้หรือไม่

สมัครใจเข้าวิวาท จะอ้าง ป้องกันหรือบันดาลโทสะได้หรือไม่

2194
SHARE

 

คำถาม   สมัครใจเข้าวิวาทจะอ้างป้องกันหรือบันดาลโทสะได้หรือไม่

คำตอบ  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

คำพิพากษาฎีกาที่  8347/2554  ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับจำเลยซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ที่ร้านใกล้ที่เกิดเหตุ จึงเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก ในวันเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายออกจากร้านไปแล้ว ผู้เสียหายร้องตะโกนท้าทายจำเลยให้ออกไป จะฟันให้คอขาด จำเลยจึงรีบวิ่งไปหาผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหาย และเป็นการกระทำที่จำเลยเข้าสู้ภัยทั้งที่ยังไม่มีภยันตรายมาถึงตน จึงเป็นการกระทำโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยก่อน ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกัน ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจที่จะอ้างสิทธิป้องกันได้ตามกฎหมาย และแม้จำเลยมีความไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อจำเลยสมัครใจที่จะไปต่อสู้กับผู้เสียหายเอง ก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้เช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะ

 คำพิพากษาฎีกาที่  6964/2555  อาวุธปืนที่จำเลยที่ 2 ใช้ยิงเป็นอาวุธปืนลูกซองสันขนาด 12 ซึ่งเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนดังกล่าวเป็นกระสุนปราย เมื่อยิงแล้วจะกระจายออก หากเล็งไปที่จุดอื่นเช่นพื้นถนนซึ่งตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุหมาย จ. 20 ภาพที่ 3 แสดงว่าเป็นถนนที่ไม่ได้ลาดยาง กระสุนปืนย่อมฝังที่พื้นถนนหรือมิฉะนั้นก็ปะทะกับพื้นถนนทำให้ไม่มีอนุภาพเพียงพอที่จะแฉลบไปถูกผู้เสียหายที่ 1 จนกระดูกแตกได้ การที่กระสุนปรายถูกผู้เสียหายทั้งสองมีบาดแผลคนละแห่ง แสดงว่าจำเลยที่ 2 เล็งอาวุธปืนและยิงไปที่ผู้เสียหายทั้งสอง แต่จำเลยที่ 2 ยิงเพียง 1 นัดแล้วไม่ได้ยิงซ้ำอีก ทั้งบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองก็ไม่ใช่อวัยวะสำคัญ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนายิงทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง มิใช่เจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยที่ 2 กับพวกสมัครใจทะเลาะวิวาทชกต่อยกับผู้เสียหายทั้งสองกับพวกถึง 2 ครั้ง โดยครั้งหลังสุดผู้เสียหายทั้งสองกับพวกมีจำนวนมากกว่า จำเลยที่ 2 กับพวกจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีและผู้เสียหายทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์ตามไป และเมื่ออยู่ห่างประมาณ 7 ถึง 8 เมตร ก็ถูกจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องจากการทะเลาะวิวาท หาใช่เป็นการกระทำที่ขาดตอนจากกันไม่ และเมื่อเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน จึงไม่ใช่เป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าการกระทำเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่ใช่เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมที่จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ากระทำไปเพราะเหตุบันดาลโทสะได้

มีปัญหาเกี่ยวกับคดีความปรึกษาทนายกฤษดา

0999170039 Idline: Lawyers.in.th

IMG_9148.JPG

Facebook Comments