Home เรื่องทั่วไป ประสบการณ์เตือนใจ เรื่องจริงจากปากนักโทษที่เคยติดคุกบางขวางมาแปดปีเต็ม

ประสบการณ์เตือนใจ เรื่องจริงจากปากนักโทษที่เคยติดคุกบางขวางมาแปดปีเต็ม

2398
SHARE

ตีแผ่เรื่องราวในชีวิตนักโทษในเรือนจำบางขวางเพื่อเป็นอุทธาหรณ์เตือนใจไม่ให้คนทำผิดกฎหมาย

ในคุก!!!

อดีต รปภ.ของตึก พี่เขาเคยติดคุกข้อหาฆ่าคนตาย….โดยเจตนา
พอพ้นโทษมาก็มาทำงานให้เจ้านายโดยรับหน้าที่ดูแลเฝ้าตึกที่กำลังสร้าง ยาวจนถึง ตึกเสร็จพนักงานย้ายเข้าทำงาน แกถึงลาออกไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด ติดประมาณ แปดปี ปฎิบัติตัวดี เป็นนักโทษชั้นดีตลอดจนพ้นวาระ
ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับแกในช่วงเย็นๆตอนย้ายข้าวของมาออฟฟิศใหม่ๆ
ถามอย่างที่เจ้าของกระทู้ถามนั่นแหล่ะ ได้ความดังนี้……(เป็นคำบอกเล่าของอดีตนักโทษน่ะครับ เท่าที่ผมพอจะจำได้)

….วันแรกที่ศาลพิพากษาเสร็จสิ้น ก็ต้อง ไปเข้าเรือนจำทันที ปลดทุกอย่างออก แก้ผ้าเปลือยเปล่า เพื่อตรวจหาสารเสพติด ตรวจทุกตารางนิ้ว ไม่เว้นแม้แต่รูทวาร…จากนั้นรับชุดนักโทษส่งเข้าแดนขังแรกรับ มีนักโทษจำนวนมากในนั้น แกก็ระแวงระวังหวาดกลัวเช่นกัน แต่ก็ใจชื้นอยู่หน่อยตรงที่แกเป็นทหารมาก่อน เสธฯท่านหนึ่งจึงฝากฝังแกไว้กับนักโทษเด็ดขาดคนหนึ่ง ที่มีอิทธิพลพอสมควรในบางขวาง ให้ช่วยดูแลด้วย แกจึงผ่านพ้นพิธีรับน้องเฟรซชี่ แบบหวุดหวิด โดนก็แค่สถานเบา หากใครไม่มีคนคุ้มครอง ก็จะเป็นเหมือนสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ขาใหญ่แต่ล่ะคนต้องการมาครองเป็นสมุน เป็นลูกน้อง เพื่อ!!!   ถ้านักโทษหน้าใหม่ใสปิ๊ง ขาวหล่อ เสร็จแน่ๆ แตกเนื้อสาวอย่างแน่นอน  ถ้ามีญาติมาเยี่ยม ของเยี่ยมเพียง 5 เปอร์เซนต์จากร้อยเท่านั้น ที่เจ้าของจะได้รับจริงๆที่เหลือขาใหญ่ต้นสังกัดจัดการ!

…. หลังจากแดนแรกรับ ประมาณ 3 เดือนแกก็ถูกส่งเข้าไปแดน ที่แกจะต้องอยู่ตามโทษฐานที่แกได้รับจริงๆเสียที ….ทุกอย่างในแดนนี้
แกค่อนข้างสบายกว่าคนอื่นๆอยู่บ้างตรงที่ ขาใหญ่ที่รับฝากแกมา คุ้มกะลาหัวอยู่แกจึงใช้ชีวิต น.ช. ได้ค่อนข้างราบรื่น แต่ก็ยังลำบากกว่าโลกอิสระภาพภายนอกเป็นร้อยเป็นพันเท่า!!!
….ชีวิตประจำวัน ในแต่ล่ะวันไม่มีอะไรมากนอกเสียจากต่อสู้กับจิตใจตัวเอง ที่อ้างว้างหว้าเหว่ สะกดกลั้นความคิดถึงลูกเมีย แม่พ่อ….ข้าวได้กินครบสามมื้อ สารอาหารครบไหม???มะเขือ 1 ไร่ ไก่หนึ่งตัว ต่อนักโทษห้าร้อยหกร้อยคน ลองคิดดู!
รสชาติน่ะเหรอ…อย่าได้สนใจน้ำประปาใสๆยังน่ากินกว่า…….กินไม่ได้ก็ต้องกิน! ทนไม่ได้ก็ต้องทน!
ภายนอกเวลา 24 ชั่วโมง มันแป๊บๆ แต่ในแดนสนธยาแห่งนี้ เวลาแค่ 10 นาที ยังให้ความรู้สึกราวกับนานเป็นชั่วโมง!
อันตรายในแดนมีอยู่ทุกอณู พื้นที่ว่างๆอย่าได้ทะเล่อทะล่าเข้าไปเด็ดขาดเพราะมันมีโฉนดกรรมสิทธ์ของขาใหญ่เขาอยู่ อาจเจ็บตัวฟรีๆข้อหามีตาแต่หามีแววไม่!!!   บุหรี่ยาสูบยาเส้น เซเว่นยังอาย ขายเป็นม้วนครับ ม้วนล่ะ 100ถึงสองร้อยบาทเชียวน่ะครับ….ของหวาน นานๆจะได้กินที คือข้าวแห้งก้นหม้อโรยด้วยนมข้นตรามะลิ นี่หล่ะของดีสินค้า โอทอปเลยเชียวหล่ะ

….แต่กิจกรรมนันทนาการ ก็มีอยู่ ใช่ว่าจะหงอยเหงาซะเมื่อไหร่ กีฬาเชื่อมใจเชื่อมสัมพันธ์แดนก็มีอยู่เช่น  แข่งตะกร้อ ซะเป็นส่วนใหญ่ พี่ยามของผม แกเล่นได้และเล่นดีเป็นที่ถูกอกถูกใจของขาใหญ่ จึงมีงานอดิเรกทำคือซ้อมตะกร้อ ซ้อมทุกวัน ซ้อมชนิดที่ทีมชาติยังอาย เช้าสายบ่ายคล้อย ก็ยังซ้อมเดาะตะกร้อ ถ้าไม่ซ้อม ก็จะกลายเป็นลูกตะกร้อถูกซ้อมเสียเอง เลือกเอา!
ตอนเข้านอน ที่ใครจุดไหนจำให้แม่น เพราะพื้นที่ในการขยับตัวของท่านมีเพียง! ครึ่งเซน!ซ้ายขวาหน้าหลังเท่านั้น!
ถ้าใครนอนกรน  ท่านก็จะได้รับรอยจูบ จุมพิตที่ปลายคาง แบบประทับใจสนั่น ฟันร่วงกันเลยที่เดียว ด้วยบาทา!

……..พี้นที่ส่วนตัว เช่นที่เก็บข้าวของเสื้อผ้าจำพวกนี้มีไหม? แกบอกว่ามี! อยู่แถวๆใต้ถุนเรือนนอน เรียกอย่างหรูว่าคอนโด ซึ่งอันที่จริงมันก็คือล็อกเกอร์เก่าๆ บ้าง ประดิษฐ์มาจากปี๊บบ้างให้พอใช้เก็บของได้ ดีหน่อยก็มีกุญแจล็อก  แต่ผู้ที่จะได้สิทธ์ใช้งานนั้นก็ขึ้นอยู่กับ จำนวนปี จำนวนโทษ และขนาดของขา (ขาใหญ่นี่ได้เปรียบเพื่อนฝูงจัง) อย่างแกเองก็มี เพราะได้รับมรดกจากรุ่นพี่มาตอนที่รับโทษผ่านไปแล้ว 5 ปี ถึงได้คอนโดโปรโมชั่นหลังหนึ่งมาใช้ น่าภูมิใจมาก ส่วนใครที่ได้สิทธ์แต่ไม่อยากใช้ ก็ปล่อยเช่าสบายครับ บุหรี่1ซอง ต่อเดือนต่อปีก็ว่ากันไป

….แกบอกว่าเป็นอยู่อย่างนี้จนใกล้ถึงวันสุดท้าย ก็เริ่มนับวันถอยหลังรอ แกบอกตื่นเต้นมาก และก็กลัวมากเช่นกัน
เรื่องที่กลัว เรื่องแรกก็คือ ….กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อันมีเหตุให้ต้องอยู่ต่อไป คล้ายๆความวิตกของคนเข้าวัยเบญจเพสน่ะครับ
ประมาณนั้น  คือกลัวโดนอยู่ต่อหากมีเรื่องมีราวในคุกขึ้นมาอีก!

เรื่องที่สอง คือ กลัวว่าโลกภายนอกจะไม่ย่อมรับแก  กลัวสังคมรังเกียจ กลัวญาติสนิทมิตรสหายทอดทิ้ง กลัวไม่มีงานทำ กลัวสารพัดเท่าที่จะนึกกลัวได้แต่ก็ยังดีที่ขาใหญ่ที่คุ้มครองแก และเสธ เจ้านายเก่าแกยังให้คำมั่นสัญญาว่าจะฝากฝังหางานให้ทำเมื่อเข้าสู่โลกอิสระภาพอันศิวิไลท์
จนวันที่ก้าวออกมาจากเรือนจำ ครอบครัวแกไม่ทิ้งแก เพื่อนฝูงไม่ทิ้งแก แกก็เลยปรับตัวได้และมีชีวิตอย่างคนทั่วไปจนมาพบกับผม และได้เล่าเรื่องราวที่เล่ามานี้ให้ผมฟัง
…สุดท้ายแกยังสอนผมด้วยว่า ความใจถึง ความนักเลง เลี่ยงได้ให้เลี่ยง หลบได้ให้หลบ
อย่าทำให้ตัวเองต้องเข้าสู่ชะตากรรมแบบที่แกเป็นเลย……….มันคือที่สุดแห่งความทรมานทั้งทางกายและจิตใจ!

ครับ เรื่องที่เขียนเล่ามาทั้งหมดนี้ คอนเฟร์มว่าเป็นเรื่องจริงที่ออกจากปากนักโทษคนหนึ่ง ที่ติดคุกบางขวางมาแปดปีเต็ม!
.ปล. ผมแอบเช็คประวัติอาชญากรรมของแกผ่านทางเลขไอดี 13 หลัก พร้อมข่าวสารย้อนหลัง ที่เกี่ยวกับแก ก็พบว่าแกมีประวัติติดคุกมาจริงๆ

ที่มา หนึ่งในความเห็นจาก สมาชิกหมายเลข846731 ในกระทู้ http://pantip.com/topic/31064824

Facebook Comments