ข่าวสารทั้งหมด

ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ในสัญญากู้ อาจมีผลทำให้ศาลยกฟ้องจนแพ้คดีหรือไม่

ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ในสัญญากู้ อาจมีผลทำให้ศาลยกฟ้องจนแพ้คดีหรือไม่ หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 653 วรรคหนึ่งประมวลรัษฎากร ม. 118 เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4574/2561 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืม จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ โจทก์นำสืบสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานหลักฐานตามข้ออ้างของตน สัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แต่ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 มีผลเท่ากับว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคมีอำนาจวินิจฉัยได้เองตาม...

รวมคำพิพากษาศาลฎีกา ฟ้องหย่าสามี(ผัว)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561 การที่โจทก์หายไปจากบ้านทิ้งจำเลยกับบุตรสองคนอยู่ตามลำพังนาน 3 เดือน ไม่สามารถติดต่อได้ จำเลยเป็นฝ่ายออกติดตามจนพบว่าโจทก์ไปทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล ส. จังหวัดภูเก็ต จำเลยเดินทางไปอยู่กับโจทก์ 3 เดือนต่อครั้ง โดยโจทก์จำเลยยังมีเพศสัมพันธ์กัน แม้โจทก์อ้างว่าการมีเพศสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามปกติในความเป็นสามีภริยา แต่การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงย่อมต้องมีความยินยอมพร้อมใจ โดยเฉพาะฝ่ายชายหากไม่ยินยอมพร้อมใจ ย่อมยากที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ จึงหาใช่โจทก์จำเลยไม่มีเพศสัมพันธ์กันจนทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควรและจนเป็นเหตุหย่าไม่ การที่จำเลยเดินทางไปตามหาโจทก์ที่จังหวัดภูเก็ต พบคลินิกแต่ไม่พบตัวโจทก์ พบแต่ ก. ทำงานในคลินิกและมีห้องนอนอยู่ติดกับห้องนอนโจทก์ในคลินิก แล้วจำเลยก็ไม่สามารถติดต่อโจทก์ได้อีก เมื่อทราบว่าโจทก์มาเรียนต่อเฉพาะทางที่กรุงเทพ...

ที่ดินที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกัน แต่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดให้ หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว ที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่

คําถาม ที่ดินที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกัน แต่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดให้ หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว ที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่ คําตอบ มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๕๑/๒๕๖๑ เหตุที่ผู้ตายมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเพียงผู้เดียวเนื่องจากผู้ตายได้รับการยกให้ที่ดินพิพาท จากบิดามารดา ผู้ตายครอบครองทําประโยชน์มากว่า ๔๐ ปี ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ผู้ตายอยู่กิน และจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอด ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนสมรสเป็น สินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๗๑ (๑) แม้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนด ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ตายหลังจากผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอดแล้วก็ไม่มีผลทําให้ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกลับกลายเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรส อันจะเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ....

นําที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวไปจํานองประกันหนี้เงินกู้โดยภริยาร่วมผ่อน ชําระด้วย ภริยาจะเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินด้วยหรือไม่

คําถาม นําที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวไปจํานองประกันหนี้เงินกู้โดยภริยาร่วมผ่อน ชําระด้วย ภริยาจะเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินด้วยหรือไม่ บ้านที่ก่อสร้างขึ้นใหม่บนที่ดินสินส่วนตัวด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรสใช้เป็นที่อยู่ อาศัยร่วมกัน บ้านเป็นสินสมรสหรือไม่ คําตอบ มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๔๓/๒๕๖๐ การที่ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทก่อนที่ ผู้ร้องกับจําเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ย่อมถือได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ ก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๗๑ (๑) ส่วนการที่ต่อมา ผู้ร้องนําที่ดินพิพาทที่ซื้อได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของไปจดทะเบียนจํานองประกันหนี้เงินกู้ก็เป็น สิทธิที่ผู้ร้องสามารถทําได้ และการที่จําเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาจะร่วมผ่อนชําระด้วยก็เป็นเพียง การช่วยชําระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น...

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลกับนิติกรรมที่เกิดจากเจตนาลวงมีข้อแตกต่างกัน อย่างไร

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลกับนิติกรรมที่เกิดจากเจตนาลวงมีข้อแตกต่างกัน อย่างไร คําตอบ มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๘๖/๒๕๖๑ การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ อันจะตกอยู่ในบังคับแห่ง อายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒,๔๐ กรณีต้องเป็นเรื่องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์มี อํานาจทํานิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น อันเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ แต่นิติกรรมซื้อขายที่ดิน พิพาทระหว่าง ส. ผู้ขาย กับจําเลยที่ ๑ ผู้ซื้อ เกิดจากเจตนาลวงตกเป็นโมฆะ...

การติดตามทวงถามด้วยพฤติการณ์ไม่เหมาะสมก่อนทำสัญญา มีผลให้สัญญาเป็นโมฆะเพราะข่มขู่หรือไม่

การติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ด้วยพฤติการณ์และการกระทําที่ไม่เหมาะสม จะถือว่าเป็นการข่มขู่อันจะทําให้นิติกรรมเป็นโมฆยะหรือไม่ คําตอบ มีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๙๔/๒๕๖๑ ป.พ.พ.มาตรา ๑๖๔ บัญญัติว่า การข่มขู่ที่จะทําให้การใดตกเป็นโมฆยะนั้นจะต้อง เป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทําขึ้น โจทก์นํากลุ่มผู้ชายหลายคนแต่งกาย คล้ายตํารวจไปที่บ้านของจําเลยซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงาน พูดจาข่มขู่ว่าบ้านและที่ดินตกเป็นของโจทก์ แล้ว หากจําเลยจะดําเนินงานต่อต้องให้เงินโจทก์ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จําเลยกลัวจึงต้อง ทําสัญญากู้ยืมเงิน การกระทําดังกล่าวเป็นเพียงการติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ด้วยพฤติการณ์ และการกระทําที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น หาได้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะถือได้ว่า เป็นการข่มขู่อันจะทําให้สัญญากู้ยืมเป็นโมฆยะไม่ สรุป ...

ธนาคารเจ้าของหนี้บัตรเครดิต มีสิทธิหักเงินในบัญชีออมทรัพย์ลูกหนี้หรือไม่ ?

คำถาม ธนาคารเจ้าของหนี้บัตรเครดิต มีสิทธิหักเงินในบัญชีออมทรัพย์ลูกหนี้หรือไม่ ? คำตอบ คำพิพากษาฎีกาที่ 10969/2555 รายละเอียดของคำพิพากษาศาลฎีกามีดังต่อไปนี้ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกค้าบัตรเครดิตโจทก์ คือบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ มาสเตอร์การ์ด และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ โพธิ์วีซ่า จำเลยได้นำบัตรเครดิตทั้งสองบัตรที่โจทก์ออกให้ไปใช้เงินสดในการชำระค่าซื้อสินค้า ชำระค่าบริการและเบิกถอนเงินสดหลายครั้ง สำหรับบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ มาสเตอร์การ์ด มีการใช้บัตรครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2548 หลังจากนั้นโจทก์ระงับการใช้บัตร โจทก์ส่งใบแจ้งยอดรายการใช้บัตรเครดิตโดยกำหนดให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวภายในวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ตามใบแจ้งยอดการใช้บัตรเครดิตเอกสารหมาย...

ทำสัญญาประนีประนอม คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่ฟ้องได้หรือไม่ ?

คำถาม ทำสัญญาประนีประนอม  คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่ฟ้องได้หรือไม่ ? คำตอบ เคยมีคำพิาพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙๑/๒๕๔๗ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งกระทำต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วจึงพิพากษาชี้ขาดข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องก็ได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ ซึ่งต้องห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมว่า ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปี เกินกว่าอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ จึงหาเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ....

รวมคำพิพากษาศาลฎีกา สู้คดีเช็คเด้ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2560 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่และออกเช็คให้โจทก์ แม้หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับ ข้อ 2 เขียนว่า เช็คเงินสด เลขที่ 0094654 ลงวันที่ 11-08-2556 จำนวนเงิน 400,000 บาท ของธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 974300XXXX เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วย และเช็คเงินสด เลขที่ 0094655 เลขที่บัญชี...

ผู้กู้เซ็นต์สัญญากู้ในช่องพยาน ต้องรับผิดตามสัญญาเงินกู้หรือไม่

คำถาม ผู้กู้เซ็นต์สัญญากู้ในช่องพยาน ต้องรับผิดตามสัญญาเงินกู้หรือไม่ คำตอบ เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3262/2535 จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์ไปจริง การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งในสัญญาตอนต้นระบุว่าเป็นผู้กู้ลงลายมือชื่อในช่องพยาน และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้โดยไม่มีชื่อเป็นผู้กู้ในตอนต้นของสัญญาไม่ทำให้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามข้อความในเอกสารดังกล่าว เหตุผลของคำวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน10,000 บาทจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ได้ซื้ออวนจากโจทก์เป็นเงิน 6,000 บาท แต่ไม่มีเงินชำระจึงได้ทำสัญญากู้ให้ไว้และในวันทำสัญญาภริยาจำเลยที่ 2 ได้รับเงินจากโจทก์อีก...