Home ทั้งหมด แยกกันอยู่ แต่มีฐานะและรายได้น้อยกว่า ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่

แยกกันอยู่ แต่มีฐานะและรายได้น้อยกว่า ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่

166

แยกกันอยู่ แต่มีฐานะและรายได้น้อยกว่า ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5627/2530

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยทะเลาะวิวาทกับโจทก์ จำเลยจึงขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านโจทก์ไปแล้วจำเลยไม่เคยกลับมาบ้าน และไม่เคยปฏิบัติฉันสามีภริยากับโจทก์อีก เป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์ นับถึงวันฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

 

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยออกจากบ้านโจทก์ไปอยู่บ้านบิดามารดาจำเลย เนื่องจากทะเลาะกับโจทก์ โจทก์ไล่จำเลยออกจากบ้านโจทก์ไม่เคยติดต่อกับจำเลยเป็นการจงใจละทิ้งร้างจำเลย เมื่อแยกกันอยู่จำเลยมิได้ประกอบอาชีพ ไม่มีรายได้และยากจนลงโจทก์ไม่เคยส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูโจทก์มีรายได้จากการขายกล้วยไม้มีกำไรสุทธิเดือนละประมาณ 20,000 บาทควรส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันแยกกันอยู่ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 180,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์ให้มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่บ้านบิดามารดาจำเลย ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 180,000 บาท กับค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อไปอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าโจทก์มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย หากจำเลยต้องหย่ากับโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ6,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ หรือจ่ายครั้งเดียวเป็นเงิน 360,000 บาท

 

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยแยกจากโจทก์ไปอยู่บ้านบิดามารดาจำเลยมิใช่ความผิดของโจทก์ แต่เป็นความสมัครใจของจำเลยเอง จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

 

ก่อนสืบพยาน โจทก์จำเลยแถลงว่าพร้อมที่จะหย่ากันและสละประเด็นข้อพิพาทอื่น ขอให้วินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าเมื่อโจทก์จำเลยหย่ากัน จำเลยมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ เพียงใด

 

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์จำเลยไปจดทะเบียนหย่าต่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของฝ่ายที่ไม่ไป ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู 60,000 บาท ค่าเลี้ยงชีพ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 160,000 บาท คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก

 

โจทก์อุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

จำเลยฎีกา

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า เมื่อโจทก์จำเลยหย่ากันจำเลยมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพได้จากโจทก์หรือไม่ เพียงใด

 

สำหรับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1526 บัญญัติว่า “ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สิน หรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรสอีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้” คดีนี้แม้โจทก์จำเลยตกลงหย่ากันระหว่างพิจารณาแล้ว แต่การที่จำเลยจะมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุแห่งการหย่าหรือไม่ และเหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของโจทก์หรือไม่ และศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจิงว่าตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจละทิ้งร้างจำเลยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์

 

ส่วนสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1461 วรรคสอง บัญญัติว่า “สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน” ดังนั้น ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าระหว่างที่จำเลยแยกกันอยู่กับโจทก์นั้น ต่างยังเป็นสามีภริยากันอยู่ ฝ่ายที่มีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริตชอบที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่าย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากันอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายและแยกกันอยู่ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2523 ตลอดมา โจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่เพียงชั่วคราว การแยกกันอยู่ครั้งนี้จึงไม่ใช่ความผิดของจำเลย โจทก์ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูจำเลยมาตลอดจึงต้องทำหน้าที่นั้นต่อไปถ้าจำเลยยังไม่มีอาชีพหรือรายได้เพียงพอ ระหว่างแยกกันอยู่จำเลยไม่มีรายได้เพราะเงินที่จำเลยได้จากบิดาไม่ถือว่าเป็นรายได้ เนื่องจากไม่ใช่สิ่งที่จำเลยทำมาหาได้หรือได้จากการประกอบอาชีพของจำเลย ส่วนโจทก์มีรายได้สุทธิโดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ 2,500 บาท ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์อยู่ในฐานะที่สามารถจะอุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้เดือนละ 1,000 บาท โดยติดตั้งแต่วันแยกกันอยู่จนถึงวันฟ้องแย้งตามที่จำเลยฎีกาขอมาเท่าที่ศาลชั้นต้นให้คือเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน รวมเป็นเงิน 30,000 บาท

 

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย 30,000 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

สรุป

ในคดีหย่า แม้โจทก์จำเลยตกลงหย่ากันระหว่างพิจารณาแต่การที่ จำเลยจะมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาว่า มีเหตุแห่งการหย่าหรือไม่ และเหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของโจทก์ หรือไม่เมื่อโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจละทิ้งร้างจำเลยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์

ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูในระหว่างที่สามีภริยาแยกกันอยู่นั้นฝ่ายที่มีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริต ชอบที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่าย เมื่อโจทก์ จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ชั่วคราวโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลย และจำเลยไม่มีอาชีพหรือรายได้เพียงพอโจทก์ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูจำเลย มาตลอดและอยู่ในฐานะที่สามารถจะอุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้จึงมี หน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูจำเลย

มีปัญหาคดีความปรึกษาทีมงานทนายกฤษดา

โทร 089-142-7773 ไลน์ไอดี @lawyers.in.th

 

Facebook Comments