Home ทั้งหมด สิ่งที่ภริยาไทยอยากบอกตัวเอง 1 ปีก่อนตัดสินใจหย่า

สิ่งที่ภริยาไทยอยากบอกตัวเอง 1 ปีก่อนตัดสินใจหย่า

91

สารบัญ

สิ่งที่ภริยาไทยอยากบอกตัวเอง 1 ปีก่อนตัดสินใจหย่า

โดย ทนายกฤษดา ดวงชอุ่ม – ทนายความคดีครอบครัวระหว่างประเทศ อัปเดตล่าสุด: พฤษภาคม 2026


ในการให้คำปรึกษาคดีหย่าสามีต่างชาติตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้พูดคุยกับลูกค้าจำนวนมากที่ผ่านกระบวนการมาแล้วและกลับมาเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่พวกเธอเรียนรู้ มีคำถามหนึ่งที่ผมมักถามลูกค้าเก่าที่กลับมาเยี่ยม คือ

“ถ้ากลับไปคุยกับตัวเองเมื่อ 1 ปีก่อนหย่าได้ คุณจะบอกอะไรกับเธอ?”

คำตอบของพวกเธอน่าสนใจมาก เพราะมีรูปแบบที่ซ้ำกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภริยาของสามีชาวอังกฤษ อเมริกัน เยอรมัน หรือชาติใดก็ตาม สิ่งที่พวกเธออยากบอกตัวเองในวันที่ยังลังเล มักเป็นเรื่องเดียวกัน

บทความนี้รวบรวมข้อความเหล่านั้น ปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพื่อความเป็นส่วนตัว และจัดเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้หญิงที่กำลังอยู่ในช่วง “1 ปีก่อน” ของตนเองในขณะนี้

หากคุณคือผู้หญิงที่กำลังนั่งลังเล ไม่แน่ใจว่าควรจะอยู่ต่อหรือควรจะออกมา บทความนี้คือสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เคยอยู่ในจุดของคุณ อยากบอกคุณ


ข้อที่หนึ่ง: “หยุดรอให้เขาเปลี่ยน เริ่มถามตัวเองว่าฉันเปลี่ยนได้ไหม”

หนึ่งในรูปแบบที่ผมเห็นซ้ำๆ ในลูกค้าที่กำลังลังเล คือการรอให้สามีเปลี่ยนแปลง ภริยาจำนวนมากใช้พลังงานมหาศาลในการพยายามทำให้สามีตระหนัก เปลี่ยนพฤติกรรม กลับมาเป็นคนที่เคยรู้จัก

คุณ A ภริยาของสามีชาวอังกฤษ ที่หย่ามาแล้ว 4 ปี เล่าให้ฟังว่า

“ฉันใช้เวลา 7 ปีพยายามทำให้สามีเปลี่ยน อ่านหนังสือเกี่ยวกับการสื่อสารในชีวิตคู่ ลองพาเขาไป counseling ปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งที่เขาต้องการ สิ่งที่ฉันไม่เคยถามตัวเองตลอด 7 ปีนั้น คือ ‘ฉันต้องการอะไร?’ และ ‘ฉันมีความสุขไหม?'”

คุณ A สรุปว่า สิ่งที่เธออยากบอกตัวเองในวันที่ยังลังเล คือการให้พลังงานกับคำถามที่ถูกต้อง ไม่ใช่การถามว่า “ฉันจะทำให้สามีเปลี่ยนได้อย่างไร” แต่ถามว่า “ฉันใช้ชีวิตแบบที่ฉันต้องการอยู่หรือไม่”

ในประสบการณ์ของผม ภริยาที่หันมาถามคำถามที่สอง มักได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าและตัดสินใจได้เร็วกว่า ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นการอยู่ต่อหรือการออกมา


ข้อที่สอง: “เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ไม่ใช่เพื่อหย่า แต่เพื่ออิสรภาพในการเลือก”

ลูกค้าที่ผ่านมาแล้วเกือบทุกคนบอกว่า สิ่งที่พวกเธอเสียใจที่สุดในช่วงก่อนหย่า คือการไม่เก็บหลักฐาน

ความเข้าใจผิดของผู้หญิงไทยจำนวนมาก คือคิดว่าการเก็บหลักฐานเป็นการ “เตรียมตัวหย่า” ซึ่งดูเหมือนเป็นการทรยศความสัมพันธ์ จึงไม่กล้าทำ

คุณ B ภริยาของสามีชาวอเมริกัน ที่หย่าหลังแต่งงาน 11 ปี เล่าว่า

“ฉันไม่เคยเก็บอะไรเลย ทุกครั้งที่สามีโอนเงินจากต่างประเทศ ฉันไม่ได้ขอเอกสาร ทุกครั้งที่เขาซื้อทรัพย์สินใส่ชื่อฉัน ฉันไม่ได้เก็บใบเสร็จ ตอนหย่า สามียืนยันว่าเงินทั้งหมดเป็นของเขา และเขาเก็บหลักฐานไว้ครบ ขณะที่ฉันไม่มีอะไรเลย ฉันสูญเสียสิ่งที่ควรจะเป็นของฉันครึ่งหนึ่งเพราะเหตุผลเดียวคือ ฉันไม่ได้เก็บกระดาษเอาไว้”

สิ่งที่คุณ B อยากบอกตัวเองในวันนั้น คือการเก็บหลักฐานไม่ใช่การไม่ไว้ใจสามี แต่เป็นการรักษาสิทธิ์ของตัวเองในอนาคต ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

ในทางปฏิบัติ เอกสารที่ควรเก็บไว้เสมอ ประกอบด้วย หลักฐานการโอนเงินจากต่างประเทศ ใบเสร็จการซื้อทรัพย์สิน เอกสารบัญชีธนาคาร ข้อความสนทนาที่สำคัญ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบุตร เก็บไว้ในที่ปลอดภัยที่สามีไม่สามารถเข้าถึง เช่น ตู้นิรภัยที่ธนาคาร บ้านของพ่อแม่ หรือ cloud storage ที่ใช้รหัสที่สามีไม่ทราบ

นี่ไม่ใช่การเตรียมหย่า นี่คือการดูแลตัวเองในระยะยาว เหมือนการมีประกันชีวิต ที่ซื้อไว้โดยหวังว่าจะไม่ต้องใช้


ข้อที่สาม: “ความรักไม่ใช่ความเจ็บปวด การที่คุณทุกข์ทุกวันไม่ใช่เรื่องปกติ”

ภริยาจำนวนมากที่อยู่ในชีวิตสมรสที่ไม่ดี ค่อยๆ ปรับมาตรฐานความสุขของตนเองลง จนคิดว่าระดับความทุกข์ที่ตนเผชิญเป็นเรื่อง “ปกติ” ของชีวิตสมรส

คุณ C ภริยาของสามีชาวเยอรมัน เล่าให้ฟังหลังหย่ามาแล้ว 3 ปี ว่า

“ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเดินบนเปลือกไข่ทุกวัน ไม่กล้าแสดงความเห็นต่าง ไม่กล้าใช้เงินที่ฉันหามาเองโดยไม่ขออนุญาต ไม่กล้าไปเจอเพื่อนโดยไม่บอกล่วงหน้า ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่ภริยาที่ดีควรทำ”

“5 ปีก่อนหย่า ถ้ามีใครบอกฉันว่าฉันอยู่ในความสัมพันธ์ที่ควบคุมโดยสามี ฉันคงปฏิเสธทันที เพราะสามีไม่เคยตีฉัน ไม่เคยตะโกนใส่ฉัน เขาแค่… ทำให้ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างที่ฉันทำต้องผ่านการอนุมัติของเขา”

ในประสบการณ์การให้คำปรึกษา ผมพบว่าการควบคุมในความสัมพันธ์มีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับที่เห็นได้ชัด เช่น ความรุนแรงทางกายและคำพูด ไปจนถึงระดับที่ซ่อนเร้น เช่น การควบคุมทางการเงิน การควบคุมทางสังคม การควบคุมผ่านความรู้สึกผิด

ภริยาที่ผ่านมาแล้วอยากบอกตัวเองในวันที่ยังลังเล คือการให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตนเอง ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องระมัดระวังในบ้านของตัวเองตลอดเวลา ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวตนของคุณค่อยๆ หายไป ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยล้าทางใจอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติของชีวิตคู่ และคุณมีสิทธิ์ที่จะรู้สึกแตกต่าง


ข้อที่สี่: “เพื่อนและครอบครัวที่รักคุณ ไม่ใช่คนตัดสินใจชีวิตคุณ”

หนึ่งในแรงกดดันที่หนักที่สุดสำหรับผู้หญิงไทยในขั้นพิจารณาหย่า คือความเห็นของครอบครัวและคนรอบข้าง

คุณ D เล่าให้ฟังว่า “แม่ฉันบอกว่า ‘อย่าหย่าเลยลูก คนเราต้องอดทน’ พี่สาวบอกว่า ‘หย่าแล้วใครจะดูแลลูก’ เพื่อนสนิทบอกว่า ‘ลองทนอีกหน่อย’ พวกเขาทั้งหมดมีเจตนาดี แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ในชีวิตของฉัน ไม่ได้นอนข้างคนที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่มีค่าทุกคืน”

ในวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและความสัมพันธ์ การตัดสินใจที่ขัดกับความเห็นของคนที่รักเรา รู้สึกเหมือนเป็นการทรยศ แต่ผู้หญิงที่ผ่านมาแล้ว มักพูดในมุมที่ต่างออกไป

คุณ E ที่หย่ามาแล้ว 6 ปี กล่าวว่า “แม่ฉันโกรธมากตอนฉันหย่า ไม่คุยกับฉัน 6 เดือน วันที่เธอกลับมาคุยกับฉัน เธอบอกว่า ‘แม่ขอโทษที่ไม่เข้าใจตอนนั้น แม่เห็นเธอแล้ว เธอมีความสุขกว่าตอนแต่งงานมาก’ คนที่รักเราจริง ในที่สุดจะเข้าใจว่าความสุขของเราสำคัญกว่าภาพลักษณ์ภายนอก”

สิ่งที่ผู้หญิงเหล่านี้อยากบอกตัวเองในวันที่ยังลังเล คือการแยกแยะระหว่าง “ความเห็นของคนรอบข้าง” กับ “ความจริงในชีวิตของตัวเอง” คนรอบข้างให้ข้อมูลและความรัก แต่การตัดสินใจสุดท้ายเป็นของคุณ และคุณคือคนที่ต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้นทุกวัน


ข้อที่ห้า: “ปรึกษาทนายไม่ใช่การตัดสินใจหย่า มันคือการเข้าใจตัวเลือก”

หนึ่งใน barrier ที่ใหญ่ที่สุดของผู้หญิงในขั้นลังเล คือความกลัวที่จะนัดทนาย พวกเธอคิดว่าการเดินเข้าออฟฟิศทนาย คือการ commit ที่จะหย่าแน่ๆ

คุณ F ภริยาของสามีชาวฝรั่งเศส ที่หย่ามาแล้ว 5 ปี เล่าว่า

“ฉันเลื่อนการนัดทนายไป 2 ปี เพราะกลัวว่าเมื่อนัดแล้ว ฉันจะต้องหย่าทันที กลัวว่าทนายจะกดดัน กลัวว่าตัวเองจะเปลี่ยนใจไม่ได้ ปรากฏว่าทั้งหมดเป็นเรื่องในหัวของฉันเอง ทนายที่ฉันเลือกใช้เวลา 1 ชั่วโมงอธิบายสิทธิ์และทางเลือกของฉัน ไม่ได้กดดันให้ฉันทำอะไรเลย เขาบอกว่า ‘การตัดสินใจนี้เป็นของคุณ ผมแค่ให้ข้อมูล’ ฉันใช้เวลาอีก 8 เดือนหลังการปรึกษาครั้งแรก กว่าจะตัดสินใจยื่นฟ้อง”

ในทางปฏิบัติ การนัดปรึกษาทนายที่เชี่ยวชาญ มีประโยชน์หลายประการแม้คุณยังไม่ตัดสินใจหย่า

ประการแรก คุณจะได้เข้าใจสิทธิ์ตามกฎหมายของตนเอง ซึ่งอาจต่างจากสิ่งที่สามีหรือคนรอบข้างบอกคุณ

ประการที่สอง คุณจะได้รู้ว่าทรัพย์สินใดของคุณ ทรัพย์สินใดเป็นสินสมรส และมีอะไรที่ต้องระวัง

ประการที่สาม คุณจะได้เริ่มเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ แม้สุดท้ายจะตัดสินใจไม่หย่า การเตรียมตัวก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ประการที่สี่ คุณจะมีความสบายใจขึ้น เพราะรู้ว่าหากสถานการณ์เลวร้ายลง คุณรู้ว่าจะทำอย่างไร

ภริยาที่ผ่านมาแล้วอยากบอกตัวเองในวันที่ยังลังเล คือทนายไม่ใช่ศัตรู และการปรึกษาทนายไม่ใช่การ commit ใดๆ มันคือการดูแลตัวเอง ไม่ต่างจากการไปตรวจสุขภาพประจำปี


ข้อที่หก: “ดูแลสุขภาพจิตของคุณก่อน ทุกอย่างอื่นจะตามมา”

ในขั้นพิจารณาหย่า ผู้หญิงจำนวนมากให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพย์สิน เรื่องบุตร เรื่องกฎหมาย จนลืมดูแลตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง สุขภาพจิตของตนเอง คือเรื่องที่สำคัญที่สุด

คุณ G เล่าว่า “ฉันเสียเวลา 2 ปีในความสับสน ไม่นอน น้ำหนักลด ทำงานไม่ได้ ฉันรู้สึกผิดที่จะใช้เงินไปหาจิตแพทย์เพราะคิดว่าควรเก็บเงินไว้สำหรับลูก สุดท้ายฉันเข้าใจว่าถ้าฉันพังก่อน ฉันจะดูแลใครก็ไม่ได้ ฉันเริ่มไปพบนักจิตวิทยา ใช้เวลา 6 เดือน กลับมามีสภาพจิตที่ดีขึ้น และจากตรงนั้นฉันสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดีกว่ามาก”

ในประสบการณ์ของผม ลูกค้าที่ได้รับการสนับสนุนทางจิตวิทยาในขั้นพิจารณาและขั้นดำเนินคดี มีผลลัพธ์ที่ดีกว่าในหลายด้าน ตัดสินใจชัดเจนกว่า ตอบคำถามในศาลได้ดีกว่า ผ่านการไกล่เกลี่ยได้นุ่มนวลกว่า และฟื้นตัวเร็วกว่าหลังคดีจบ

ภริยาที่ผ่านมาแล้วอยากบอกตัวเองในวันที่ยังลังเล คือการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยหรือความอ่อนแอ มันคือพื้นฐานที่จำเป็นต่อการตัดสินใจที่มีคุณภาพ

ในประเทศไทย มีทางเลือกในการดูแลสุขภาพจิตหลายระดับ ตั้งแต่กลุ่ม support group ฟรี การปรึกษาที่โรงพยาบาลรัฐ ไปจนถึงนักจิตวิทยาและจิตแพทย์เอกชน เลือกที่เหมาะกับงบประมาณและความสะดวก แต่ขั้นพื้นฐานคือต้องไม่ละเลย


ข้อที่เจ็ด: “เริ่มสร้างความเป็นอิสระทางการเงินตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะหย่าหรือไม่”

หนึ่งในเหตุผลที่ภริยาไทยจำนวนมากลังเลที่จะหย่า คือความกังวลทางการเงิน หากสามีเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวหลัก ภริยาอาจกลัวว่าจะไม่สามารถดูแลตัวเองและลูกได้หลังหย่า

ภริยาที่ผ่านมาแล้วมีคำแนะนำที่ตรงกัน

คุณ H ที่หย่าสามีอเมริกันมาแล้ว 4 ปี เล่าว่า “1 ปีก่อนหย่า ฉันเริ่มเรียนคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ ใช้เวลาว่างจากการดูแลบ้าน ตอนนั้นฉันยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร แค่อยากมีทักษะใหม่ ปรากฏว่าทักษะที่ฉันสร้างไว้ในช่วงนั้น กลายเป็นรากฐานของอาชีพปัจจุบันของฉัน ถ้าฉันรอจนตัดสินใจหย่าค่อยเริ่มเรียน ฉันคงไม่มีอะไรเลยตอนต้องเริ่มต้นใหม่”

คุณ I เสริมว่า “ฉันเริ่มเปิดบัญชีธนาคารของตัวเอง (ไม่ใช่บัญชีร่วม) เก็บเงินไว้ทุกเดือนจากรายได้ของตัวเอง ฉันไม่ได้บอกใคร แค่อยากมี ‘เงินของฉันเอง’ ตอนหย่า เงินก้อนนั้นกลายเป็นทุนสำรองที่ช่วยให้ฉันไม่ต้องตัดสินใจอะไรในภาวะคับขัน”

การเตรียมความเป็นอิสระทางการเงิน ไม่ใช่การวางแผนหย่า มันคือการดูแลตัวเองอย่างมีความรับผิดชอบ ในชีวิตจริง อะไรก็เกิดขึ้นได้ สามีอาจเสียชีวิตกะทันหัน อาจตกงาน อาจกลับประเทศ การมีความเป็นอิสระทางการเงินบางส่วน ช่วยให้ภริยาสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ใดก็ตามที่เกิดขึ้นได้

ภริยาที่ผ่านมาแล้วอยากบอกตัวเองในวันที่ยังลังเล คือการสร้างทักษะ การมีรายได้ของตัวเองแม้ในระดับเล็ก การมีเงินสำรอง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การเตรียมหย่า แต่เป็นการเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลตัวเองได้


ข้อที่แปด: “ลูกของคุณไม่ได้ต้องการครอบครัวที่อยู่ด้วยกันในนาม เขาต้องการพ่อแม่ที่มีความสุข”

ผู้หญิงไทยจำนวนมากอยู่ในชีวิตสมรสที่ทุกข์ “เพื่อลูก” ภริยาบอกตัวเองว่า ลูกต้องการพ่อแม่ที่อยู่ด้วยกัน และการหย่าจะทำร้ายลูกอย่างถาวร

ภริยาที่ผ่านมาแล้วบอกความจริงในมุมที่ต่างออกไป

คุณ J เล่าว่า “ฉันอดทนอยู่ 5 ปี เพื่อลูก สิ่งที่ฉันไม่ได้สังเกต คือลูกของฉันเริ่มเก็บตัว มีปัญหาในโรงเรียน นอนไม่หลับ หลังหย่า ลูกฉันบอกว่า ‘แม่ ตอนพ่อกับแม่อยู่ด้วยกัน บ้านเหมือนสนามรบ หนูกลัวกลับบ้านทุกวัน'”

คุณ K เสริมว่า “ลูกของฉันฉลาดกว่าที่ฉันคิด เขารู้ว่าฉันไม่มีความสุข เขารู้ว่าพ่อกับแม่ไม่ได้รักกัน เขาแค่ไม่กล้าพูด สิ่งที่ฉันคิดว่ากำลังทำเพื่อเขา จริงๆ แล้วทำร้ายเขาอย่างเงียบๆ”

งานวิจัยทางจิตวิทยาที่กล่าวถึงในบทความก่อน ของศาสตราจารย์ Amato และ Hetherington ยืนยันว่า ลูกในบ้านที่มีความขัดแย้งสูงระยะยาว มีผลกระทบทางจิตใจมากกว่าลูกที่พ่อแม่หย่าและจัดการการเลี้ยงดูร่วมกันได้ดี

ภริยาที่ผ่านมาแล้วอยากบอกตัวเองในวันที่ยังลังเล คือการอยู่ “เพื่อลูก” ในชีวิตสมรสที่ไม่ดี อาจไม่ใช่การช่วยลูกที่ดีที่สุด สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุดคือ พ่อแม่ที่มีความสุขและสามารถเป็นพ่อแม่ที่ดีได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบครอบครัวแบบไหน


ข้อที่เก้า: “อายุ 40 50 หรือ 60 ไม่ใช่ปลายทาง มันคือจุดที่คุณยังเลือกได้”

หนึ่งในข้ออ้างที่ผู้หญิงไทยใช้กับตัวเองมากที่สุดในวัยกลางคน คือ “ฉันแก่เกินไปที่จะเริ่มต้นใหม่”

ภริยาที่ผ่านมาแล้ว ส่วนใหญ่หย่าในวัย 40-55 ปี และเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากนั้น พวกเธอมีมุมมองที่ทรงพลังเกี่ยวกับเรื่องอายุ

คุณ L หย่าตอนอายุ 48 ปีจากสามีชาวอังกฤษ ปัจจุบันอายุ 55 ปี เล่าว่า “ตอนที่ฉันคิดจะหย่า ฉันคิดว่า ‘อายุ 48 แล้ว ใครจะเอาฉัน ไม่มีใครจ้างงานคนวัยฉันแล้ว’ ตอนนี้ฉันอายุ 55 มีธุรกิจของตัวเอง เดินทางทุก 3 เดือน มีเพื่อนใหม่หลายคน และมีความสุขที่สุดในชีวิต ถ้าตอนนั้นฉันใช้อายุเป็นข้ออ้างต่อ ตอนนี้ฉันจะอายุ 55 และยังทุกข์อยู่ในชีวิตเดิม”

คุณ M หย่าตอนอายุ 52 เสริมว่า “อายุไม่ใช่ปัญหา ความคิดที่ว่าอายุเป็นปัญหาต่างหากที่เป็นปัญหา ฉันเรียนภาษาใหม่ตอนอายุ 50 เริ่มอาชีพใหม่ตอนอายุ 53 ตอนนี้ฉันรู้สึกว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ฉันอยากทำ”

ในประสบการณ์การติดตามลูกค้า ผมเห็นว่าผู้หญิงที่หย่าในวัย 40+ ฟื้นตัวและสร้างชีวิตใหม่ได้ดีไม่แพ้คนวัยน้อยกว่า บางครั้งดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะมีประสบการณ์ มีทักษะ มีเครือข่ายที่สะสมมา และที่สำคัญคือมีความชัดเจนในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

ภริยาที่ผ่านมาแล้วอยากบอกตัวเองในวันที่ยังลังเล คือการใช้อายุเป็นข้ออ้างในการอยู่ต่อในชีวิตที่ไม่ต้องการ คือการขโมยเวลาที่เหลือของตัวเอง อายุ 40 50 หรือ 60 ไม่ใช่จุดสิ้นสุด มันคือจุดที่คุณยังมีเวลาเหลือมากพอสำหรับชีวิตที่ดีกว่า


ข้อที่สิบ: “เมตตาตัวเอง คุณกำลังทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว”

ข้อสุดท้ายที่ภริยาเกือบทุกคนพูดเหมือนกัน คือการให้ความเมตตากับตัวเอง

ในขั้นพิจารณาหย่า ผู้หญิงมักจะตำหนิตัวเองอย่างหนัก กล่าวโทษตัวเองที่ “เลือกผิด” “ไม่ดีพอ” “ทำให้สามีเป็นแบบนี้” “ไม่กล้าออกมาเร็วกว่านี้”

คุณ N เล่าว่า “ฉันใช้เวลา 2 ปีหลังหย่าตำหนิตัวเองที่อยู่นานเกินไป จนวันหนึ่งนักจิตวิทยาบอกว่า ‘คุณตัดสินใจในวันนั้น ด้วยข้อมูลที่คุณมีในวันนั้น ด้วยความเข้มแข็งที่คุณมีในวันนั้น คุณไม่ใช่คนที่คุณเป็นวันนี้ตอนนั้น คุณทำดีที่สุดที่ทำได้แล้ว'”

ภริยาที่ผ่านมาแล้วอยากบอกตัวเองในวันที่ยังลังเล ว่าการอยู่ในชีวิตสมรสที่ทุกข์ไม่ใช่ความล้มเหลว การพยายามรักษาความสัมพันธ์ไม่ใช่ความโง่ การอดทนเพื่อลูกไม่ใช่ความผิด ทุกการตัดสินใจที่ผ่านมา คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ในขณะนั้น

และตอนนี้ ในวันที่คุณกำลังนั่งลังเล คุณกำลังทำดีที่สุดอีกครั้ง คุณกำลังคิด กำลังประเมิน กำลังพยายามตัดสินใจให้ดีที่สุดสำหรับตัวเองและคนที่คุณรัก ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร คุณสมควรได้รับความเมตตาจากตัวเอง


บทสรุปจากผู้หญิงที่ผ่านมาแล้ว

ในการรวบรวมข้อความเหล่านี้ ผมขอให้ลูกค้าเก่าสรุปสั้นๆ ว่าอยากบอกอะไรกับตัวเองในวันที่ยังลังเล นี่คือข้อความที่ผู้หญิงเหล่านี้ฝากไว้

“คุณรู้แล้วในใจว่าควรทำอะไร แค่ยังไม่กล้าเชื่อตัวเอง เริ่มเชื่อตัวเองตั้งแต่วันนี้”

“การมีข้อมูลไม่ทำร้ายคุณ การไม่มีข้อมูลต่างหากที่ทำร้าย ปรึกษาทนาย ปรึกษานักจิตวิทยา ปรึกษาคนที่เคยผ่านมาแล้ว”

“คุณไม่ได้ติดหนี้ใครในการอดทน คุณติดหนี้ตัวเองในการดูแลตัวเอง”

“5 ปีจากนี้คุณจะอยู่ในจุดไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณทำในวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คุณรู้สึกในวันนี้”

“ลูกของคุณดูคุณเป็นแบบอย่าง คุณอยากให้เขาเห็นแม่ที่ทุกข์และอดทน หรือแม่ที่กล้าเลือกชีวิตของตัวเอง?”

“การหย่าไม่ใช่ทางออกของทุกคน แต่การมีข้อมูลและเข้าใจทางเลือก คือสิทธิ์ของทุกคน”

“คุณคู่ควรกับชีวิตที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นในความสัมพันธ์ปัจจุบันที่ดีขึ้น หรือในชีวิตใหม่ที่ดีกว่า”


ข้อสังเกตจากมุมของทนาย

ในการให้คำปรึกษาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมพบรูปแบบที่น่าสนใจ ผู้หญิงที่ตัดสินใจในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ต่อหรือการหย่า มักเป็นคนที่ผ่านขั้นเหล่านี้

ขั้นแรก คือการยอมรับสภาพปัจจุบันตามความจริง ไม่ใช่ตามที่หวังให้เป็น

ขั้นที่สอง คือการเก็บข้อมูลและเข้าใจสิทธิ์ของตนเอง

ขั้นที่สาม คือการดูแลสุขภาพจิตและเริ่มสร้างความเป็นอิสระบางส่วน

ขั้นที่สี่ คือการตัดสินใจที่มีข้อมูล ไม่ใช่จากอารมณ์เพียงอย่างเดียว

ขั้นที่ห้า คือการลงมือทำตามที่ตัดสินใจ ด้วยทีมที่ปรึกษาที่เหมาะสม

ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายของคุณคือการอยู่ต่อหรือการออกมา ขั้นตอนเหล่านี้ช่วยให้การตัดสินใจของคุณเป็นการตัดสินใจที่คุณภาคภูมิใจในอนาคต


ปิดท้าย

หากคุณคือผู้หญิงที่กำลังอยู่ในช่วง “1 ปีก่อน” ของตนเองในขณะนี้ ผมอยากให้คุณรู้ว่า สิ่งที่คุณกำลังรู้สึก เป็นสิ่งที่ผู้หญิงนับร้อยที่ผ่านออฟฟิศของผม เคยรู้สึก พวกเธอผ่านมาได้ คุณก็ผ่านได้

สิ่งที่ผู้หญิงเหล่านั้นอยากบอกคุณมากที่สุด ไม่ใช่ “หย่าเลย” หรือ “อย่าหย่า” สิ่งที่พวกเธออยากบอก คือ “เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้” ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร การดูแลตัวเอง การเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง การมีข้อมูลที่ครบถ้วน คือสิ่งที่ทุกผู้หญิงสมควรได้รับ

1 ปีจากนี้ คุณอาจมองย้อนกลับมาวันนี้ และพูดว่า “ขอบคุณตัวเองที่กล้าเริ่มต้น” หรือ “ขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจอยู่ต่ออย่างมีข้อมูล” ไม่ว่าจะเป็นทางไหน คุณจะภาคภูมิใจในตัวเองเสมอ

ขอเพียงเริ่มต้น ขั้นเล็กๆ ขั้นเดียวก็พอ

 

Facebook Comments