Home คดีอาญา ยอมให้ผู้อื่นยืมบัญชีธนาคารและบัตร โอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่

ยอมให้ผู้อื่นยืมบัญชีธนาคารและบัตร โอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่

5636

ยอมให้ผู้อื่นยืมบัญชีธนาคารและบัตร โอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุุนหรือไม่         

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15630/2553    

ป.อ. มาตรา 269/5, 269/7, 334, 335

             ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรก จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและร่วมกันลักเงินสดจากบัญชีของผู้เสียหายตามฟ้องโจทก์ข้อ ค, ง และ จ. รวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงเครื่องมือของคนร้ายที่หลอกใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย เป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงและขาดเจตนาที่จะกระทำความผิด จำเลยไม่มีความผิด
เห็นว่า ข้อที่จำเลยอ้างว่ามีชายแปลกหน้ามาขอใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย ถือเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว แต่การที่ยินยอมให้ชายแปลกหน้าใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย โดยได้ความจากคำเบิกความของจำเลยตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้พูดคุยกับชายแปลกหน้าไม่นานรวมเวลาแล้วไม่เกิน 2 นาที นับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของวิญญูชนทั่วไปอย่างยิ่งเพราะเลขที่บัญชีเงินฝากและรหัสบัตรเอทีเอ็ม ถือเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด ไม่มีบุคคลใดจะยอมเปิดเผยให้บุคคลอื่นทราบโดยง่าย เฉพาะอย่างยิ่งกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อนยิ่งต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ การที่จำเลยหลงเชื่อชายแปลกหน้าในทันทีทันใดที่ชายแปลกหน้ามาขอความช่วยเหลือจึงเป็นเรื่องที่ขาดเหตุผลเพราะหากจำเลยใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อยย่อมทราบได้ว่าการกระทำของชายแปลกหน้าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเงินในบัญชีของจำเลยถอนได้วันละไม่เกิน 50,000 บาท การที่คนร้ายเหลือเงินไว้ในบัญชีของจำเลย 2,000 บาท จึงน่าเชื่อว่าเป็นการให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยมากกว่าที่จำเลยอ้างว่าชายแปลกหน้าจะมาเอาในวันรุ่งขึ้น ข้ออ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง
พฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยเชื่อว่าจำเลยรู้ว่าชายแปลกหน้าเป็นคนร้ายแต่ได้ร่วมมือกับคนร้ายเพื่อค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยมิได้ร่วมกับคนร้ายในการลักบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายเพื่อที่จะนำมาใช้ถอนและลักเงินในบัญชีของผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่เมื่อคนร้ายไม่สามารถใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินสดจากบัญชีของผู้เสียหายได้เนื่องจากเกินวงเงิน จึงต้องใช้วิธีโอนเงินจากบัญชีเงินของผู้เสียหายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อน จากนั้นใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยถอนเงินจากบัญชีของจำเลยอีกทอดหนึ่ง การใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายทำรายการเพื่อโอนเงินยังคงเป็นเรื่องของคนร้ายซึ่งทราบรหัสบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหาย มิใช่จำเลยเป็นผู้กระทำ กับไม่พอฟังว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ
ดังนี้ การที่จำเลยยอมให้คนร้ายใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลยเพื่อให้การลักทรัพย์เป็นผลสำเร็จ จึงเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด มิใช่เป็นการกระทำในลักษณะของตัวการที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จำเลยคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ฐานลักทรัพย์เงินสดและสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 86  แม้ข้อเท็จจริงที่ได้จะแตกต่างกับที่กล่าวในฟ้อง แต่มิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ทั้งมีบทลงโทษที่เบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง
ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่จำเลยยอมให้คนร้ายโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายมาเข้าบัญชีของจำเลยรวม 3 ครั้ง แล้วใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยถอนเงินที่โอนมาทั้ง 3 ครั้ง ทันทีนั้น เป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า คนร้ายได้โอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย 3 ครั้ง ติดต่อกัน รวมเป็นเงิน 52,000 บาท ภายในเวลา 3 นาทีเนื่องจากไม่สามารถเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายได้ในคราวเดียวกันได้หมดเพราะมีข้อจำกัดของธนาคารเกี่ยวกับการเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายครั้งละไม่เกิน 20,000 บาท ดังที่ปรากฏในรายการเดินบัญชีผ่านเครื่องเอทีเอ็มของผู้เสียหาย และในทันทีทันใดหลังจากที่คนร้ายโอนเงินมาเข้าบัญชีของจำเลยแต่ละครั้งดังกล่าวแล้ว ก็มีการใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยถอนเงินที่โอนมาออกจากบัญชีของจำเลยทันทีเช่นกัน แม้การดำเนินการจะได้ทำขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันก็ตามแต่การลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติในแต่ละครั้ง ก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระกันแล้ว หาใช่เป็นการกระทำผิดเพียงกรรมเดียว การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดหลายกรรม รวม 3 กระทง นั้น ชอบแล้ว

จำเลยมีความผิดฐานความผิดฐานสนับสนุนการลักทรัพย์เงินสดและสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 86
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม3กระทง
แต่ความผิดฐานสนับสนุนการลักทรัพย์เงินสดและสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง

สรุป

จำเลยมิได้ร่วมกับคนร้ายในการลักบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหาย การใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายทำรายการเพื่อโอนเงินคงเป็นเรื่องของคนร้ายซึ่งทราบรหัสบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายมิใช่จำเลยเป็นผู้กระทำ ไม่พอฟังว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ แต่การที่จำเลยยอมให้คนร้ายโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายเข้าบัญชีของจำเลยและยอมให้คนร้ายใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยเพื่อให้การลักทรัพย์เป็นผลสำเร็จดังกล่าว ถือเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86
การลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติในแต่ละครั้ง ก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

มีปัญหาคดีความปรึกษาทีมงานทนายกฤษดา

โทร 0891427773 ไลน์ไอดี Lawyers.in.th

Facebook Comments