Home คดีอาญา เปิดฎีกาวิเคราะห์ มียาบ้าไว้เพื่อเสพ ต่างจากมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายอย่างไร

เปิดฎีกาวิเคราะห์ มียาบ้าไว้เพื่อเสพ ต่างจากมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายอย่างไร

1990

ในคดีทีมีจำเลยร่วมกันหลายคน การถูกจับกุมจากการล่อซื้อร่วมกัน ในคดีที่มียาเสพติดจำนวนมาก หากแท้จริงแล้วจำเลยร่วมผู้นั้นไม่ได้มีเจตนาจะร่วมกันกระทำผิด การที่จำเลยรับสารภาพ ย่อมเป็นโทษที่เกินกว่าจำเลยควรรับผิดชอบ ในวันนี้ทีมงานทนายกฤษดา ขออนุญาตพาท่านผู้อ่านวิเคราะห์ในสาเหตุที่แท้จริงแล้วการที่ศาลฎีกานำดุลพินิจมาพิเคราะห์ถึงสิ่งที่จำเลยจะต้องรับผิดนั้น พิจารณาจากเหตุใดบ้าง

คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๔๔/๒๕๖๐

{ตามพฤติการณ์คือมีการล่อซื้อร่วมกันแต่อีกจำเลยหนึ่งยังจับตัวนำมาฟ้องไม่ได้}

 โจทก์ฟ้องว่าจําเลยกระทําความผิดหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน จําเลยเสพ เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จํานวน ๑ เม็ด โดยวิธีสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย แล้วจําเลยซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ รถจักรยานยนต์ ได้ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนสาธารณะ หมู่ที่ 5 ในขณะมีสารเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย จําเลยกับนายชัยณรงค์ แก้วป้อ ที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน ๑๙.๔๐๒ เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ําหนัก ๑,๙๓๗.๙๐๐ กรัม คํานวณ เป็นสารบริสุทธิ์ ๓๗๔.๔๕๔ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย และ จําเลยกับพวกร่วมกันจําหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ๑๙,๕๐๐ เม็ด หรือหน่วยการใช้น้ําหนัก ๑,๙๓๗.๗๒๐ กรัม คํานวณเป็นสารบริสุทธิ์ ๓๗๔.๔๒๔ กรัม ให้แก่สายลับในราคา ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นการ ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๒, ๕, ๑๔, ๕๗, ๕๕, ๙๑, ๑๐๐/๑, ๑๐๒ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ, ๑๕๐๗/๑ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และวัตถุเม็ดกลมแบนสีเขียวของกลาง

จําเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่งและวรรคสาม (๒) ๖๖ วรรคสามประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา๕๓ และมีความ ผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ๑๕๗/๑ วรรคสอง การกระทําของจําเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย จําคุกตลอดชีวิต และปรับ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ฐานร่วมกันจําหน่าย เมทแอมเฟตามีน จําคุกตลอดชีวิต และปรับ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ฐาน เสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรม เดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคสอง ประกอบ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๙๑ ซึ่งเป็น กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐ จําคุก 6เดือนจําเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา ๗๔ ประกอบมาตรา ๕๓ ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย จําคุก ๒๕ ปี และปรับ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ฐานร่วมกันจําหน่ายเมทแอมเฟตามีน จําคุก ๒๕ ปี และปรับ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาทฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนจําคุก ๔ เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จําคุก ๕๐ ปี และปรับ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๙๑ (๓) ไม่ชําระค่าปรับให้ จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ๓๐ หากต้องกักขัง แทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน ๑ ปี แต่ไม่เกิน ๒ ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และวัตถุเม็ดกลมแบนสีเขียวของกลาง

{ศาลชั้นต้น}

จําเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

{ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน}

จําเลยฎีกา {คดียาสเพติดการจะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาต้องขออนุญาต}

โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวัน เวลาเกิดเหตุ จําเลยเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมท แอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วจําเลยกับพวกร่วมกันจําหน่าย เมทแอมเฟตามีน ๑๙,๘๐๐ เม็ด ให้แก่สายลับ หลังถูกจับกุมจําเลย พาเจ้าพนักงานตํารวจตรวจค้นห้องพักของจําเลยพบเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ด ในห้องพักรวมเป็นเมทแอมเฟตามีน ๑๙,๙๐๒ เม็ด

คดีมี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยว่า จําเลยมีความผิดฐานมีเมท แอมเฟตามีน ๑๙,๕๐๒ เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่ายและ จําหน่ายเมทแอมเฟตามีน๑๙,๕๐๐ เม็ด ตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือไม่ โดยจําเลยฎีกาว่า ในชั้นจับกุมจําเลยระบุว่าเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ด ที่เจ้าพนักงานตํารวจตรวจค้นพบในห้องพัก จําเลยเจตนามีไว้ เพื่อเสพ ไม่ได้เป็นเมทแอมเฟตามีนจํานวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนที่จําเลยนําไปจําหน่ายให้แก่สายลับ

การครอบครองเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ดไว้เพื่อเสพเป็นการกระทําความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจาก ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย เห็นว่า ในเบื้องต้นต้องวินิจฉัยก่อนว่าจําเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เพื่อจําหน่าย ๑๙,๕๐๒ เม็ด หรือ ๑๙,๕๐๐ เม็ด ปรากฏตามบันทึก การจับกุมเอกสารหมาย จ.๔ ระบุว่า เจ้าพนักงานตํารวจให้สายลับ ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน จํานวน ๑๐ มัด มัดละ ๒,๐๐๐ เม็ด รวมเป็น ๒๐,๐๐๐ เม็ด จากนายชัยณรงค์ แก้วป้อ

{ขณะถูกจับกุมเป็นการล่อซื้อจากบุคคลที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ต่อมามีการตรวจค้นและจับได้ที่ห้องพักอีกสองเม็ด}

หลังจากจับกุมและตรวจ นับปรากฏว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน ๑๙,๙๐๐ เม็ด ส่วนอีก ๒๐๐ เม็ด ไม่ใช่เมทแอมเฟตามีน แต่เป็นวัตถุทรงกลมสีเขียว จึงต้องฟังว่า จําเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย ๑๙,๕๐๐ เม็ด เท่านั้น เมื่อจําเลยร่วมกันนายชัยณรงค์จําหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ สายลับไปทั้งหมด ๑๙,๕๐๐ เม็ด จึงต้องถือว่าเป็นการกระทํากรรม เดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ส่วนเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ด ที่พบที่ห้องเช่าของจําเลย ในภายหลังไม่ปรากฏจากพยานปากใดว่าจําเลยมีเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ดไว้เพื่อจําหน่ายด้วย

แต่กลับปรากฏจากคําเบิกความของ ดาบตํารวจสมเกียรติรัตนสุภาว่าในขณะตรวจค้นที่ห้องเช่าของจําเลย พบเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ด ในโต๊ะเครื่องแป้ง จําเลยรับว่าเป็นของตน มีไว้เพื่อเสพ คําให้การของจําเลยที่ตอบดาบตํารวจสมเกียรติในทันที่ที่ พบเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ด โดยไม่มีเวลาไตร่ตรองมาก่อน

ประกอบกับในวันถูกจับกุมจําเลยถูกแจ้งข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและผล การตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะเป็นบวก ตามเอกสารหมาย จ.๑๐ จึงฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ด ที่ค้นพบภายหลังการล่อซื้อเป็น ของจําเลยมีไว้เพื่อเสพและเป็นคนละส่วนกับเมทแอมเฟตามีนจํานวน ๑๙.๔๐๐ เม็ด ที่จําเลยร่วมกับนายชัยณรงค์มีไว้ในครอบครองเพื่อ จําหน่ายและจําหน่ายหมดไปในคราวเดียวให้แก่สายลับ การกระทํา ของจําเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน ๑๙,๔๐๒ เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่ายดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ฎีกาของ จําเลยฟังขึ้น แต่เมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ด ที่ค้นพบในภายหลังนี้ จําเลยรับว่าเป็นของตนมีไว้เพื่อเสพ จําเลยจึงมีความผิดฐานมีเมท แอมเฟตามีน ๒ เม็ดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย

{ขณะจับกุมนั้น จำเลยมีไว้เพื่อเสพ และผลการตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง}

แม้ โจทก์จะฟ้องข้อหาว่าจําเลยมีเมทแอมเฟตามีน ๑๙๔๐๒ เม็ด ไว้ใน ครอบครองเพื่อจําหน่าย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนที่พบในภายหลัง ๒ เม็ด จําเลยมีไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ศาลฎีกาย่อมลงโทษ จําเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ ประกอบพระราชบัญญัติวิธี พิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๓ เพราะข้อแตกต่าง ดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสําคัญและจําเลยมิได้หลงต่อสู้”

{ประเด็นเรื่องการหลงต่อสู้}

พิพากษาแก้เป็นว่า จําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา เสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ ฐานมีเมท แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งจําคุก ๑ ปี คําให้การจําเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มี เหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๔ คงจําคุก 5 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกัน จําหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนของ ศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจําคุก ๒๕ ปี ๑๐ เดือน และปรับ ๑,๕๐๐๐,๐๐๐ บาท ยกฟ้องความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน ๑๙,๙๐๒ เม็ด ไว้ใน ครอบครองเพื่อจําหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษา ศาลอุทธรณ์

สรุปหลักการ

1.ต้องไม่ใ่ช่ตัวการร่วมในการกระทำผิดฐานมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย

2.พฤติการและการกระทำผิดต้องแยกกันชัดเจน

3.ขณะถูกจับ ของกลาง มีลักษณะแตกต่างและผลการตรวจปัสสาวะมีสีม่วง

รวมรายะเอียกหลักอีกหลายพฤติการณ์ที่ต้องมีประกอบ ข้อเท็จจริงจึงฟัได้ว่ามีไว้เพื่อเสพ

มีปัญหาคดีความปรึกษาทีมงานทนายกฤษดา

โทร 089-142-7773 ไลน์ไอดี Lawyers.in.th

Facebook Comments