Home ทั้งหมด ฟ้องหย่าสามครั้ง แพ้สามครั้ง — เมื่อ “คนที่อยากไป” ไม่มีสิทธิอ้างว่า “เราแยกกันอยู่”

ฟ้องหย่าสามครั้ง แพ้สามครั้ง — เมื่อ “คนที่อยากไป” ไม่มีสิทธิอ้างว่า “เราแยกกันอยู่”

100

ฟ้องหย่าสามครั้ง แพ้สามครั้ง — เมื่อ “คนที่อยากไป” ไม่มีสิทธิอ้างว่า “เราแยกกันอยู่”

เจาะลึกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2567 — เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี

เรียบเรียงโดย ทนายกฤษดา ดวงชอุ่ม

มีคำถามหนึ่งที่ทนายความคดีครอบครัวถูกถามบ่อยที่สุด

“ทนายครับ ผมกับภรรยาแยกกันอยู่มาเกินสามปีแล้ว ฟ้องหย่าได้เลยใช่ไหม”

หลายคนเข้าใจว่า มาตรา 1516 (4/2) คือ “สูตรสำเร็จ” — แค่นับเวลาให้ครบสามปี ประตูหย่าก็เปิดออก

แต่คดีนี้จะบอกเราว่า เวลาไม่ใช่ทุกอย่าง และบางครั้งคนที่นับวันรอให้ครบสามปี… อาจเป็นคนที่ไม่มีสิทธิใช้เหตุนี้เลยตั้งแต่ต้น

นี่คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ฟ้องหย่าภริยาถึง สามครั้ง และแพ้ทั้งสามครั้ง

สงครามยืดเยื้อสิบกว่าปี

ย้อนกลับไปปี 2553 โจทก์ (สามี) ยื่นฟ้องหย่าจำเลย (ภริยา) เป็นครั้งแรก — ศาลพิพากษายกฟ้อง

ปี 2556 ฟ้องหย่าครั้งที่สอง — ยกฟ้องอีก

ปี 2560 ฟ้องหย่าครั้งที่สาม — ศาลยังคงยกฟ้อง

แต่โจทก์ไม่ยอมแพ้ คราวนี้เขาวางหมากใหม่ บรรยายฟ้องว่า นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา จำเลยไม่ยอมหลับนอนด้วย ไม่ยอมกลับมาอยู่บ้านเลขที่ 54 กับโจทก์ แต่ไปพักอยู่บ้านญาติของจำเลยที่บ้านเลขที่ 98/94 โดยสมัครใจเอง โจทก์ไม่ได้ขับไล่ พยายามขอคืนดีแล้วก็ไม่สำเร็จ ทั้งสองแยกกันอยู่ในลักษณะนี้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ครั้งนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ตามมาตรา 1516 (4/2) — สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี

ดูเหมือนความพยายามครั้งที่สี่จะสำเร็จ…

แต่จำเลยอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็น ยกฟ้อง ในส่วนคำขอหย่า

คดีจึงเดินทางขึ้นสู่ศาลฎีกา พร้อมประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจถึงสองชั้น

ยกแรก — โจทก์ชนะ: “การปรับบทกฎหมายเป็นหน้าที่ของศาล ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์”

ปมแรกของคดีคือเรื่องวิธีพิจารณา — ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมองว่า การที่ศาลชั้นต้นหยิบมาตรา 1516 (4/2) มาพิพากษาให้หย่า เป็นการวินิจฉัย นอกฟ้องนอกประเด็น ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย และวางหลักไว้อย่างคมคายว่า

เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) มีองค์ประกอบสองส่วน คือ (หนึ่ง) ระยะเวลาแยกกันอยู่เกินสามปี และ (สอง) ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา

เมื่ออ่านฟ้องโจทก์ ทั้งฉบับ แล้ว แปลความได้ว่าโจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน และพฤติการณ์ของจำเลยทำให้ไม่อาจกลับมาอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข — เป็นการบรรยายครบองค์ประกอบแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้เขียนคำว่า “เกินกว่า 3 ปี” ตรง ๆ ก็ตาม เพราะช่วงเวลาที่บรรยายมาเป็นที่เข้าใจได้อยู่ในตัวว่าเกินสามปีแน่นอน

จากนั้นศาลฎีกาก็ทิ้งประโยคทองเอาไว้ —

ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุตินั้นเป็นเหตุหย่าหรือไม่ และปรับได้กับบทมาตราใด อนุมาตราใด เป็นอำนาจหน้าที่และเป็นความเห็นของแต่ละศาล ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์

พูดง่าย ๆ คือ หน้าที่ของโจทก์คือบรรยาย “ข้อเท็จจริง” ให้ครบ ส่วนการหยิบข้อเท็จจริงนั้นไปสวมเข้ากับตัวบทกฎหมาย เป็นงานของศาล การที่ศาลชั้นต้นปรับบทมาตรา 1516 (4/2) จึงไม่ใช่การวินิจฉัยนอกฟ้อง

ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ ฟังขึ้น — โจทก์ยิ้มได้

แต่รอยยิ้มนั้น… อยู่ได้ไม่นาน

ยกที่สอง — หมัดน็อกจากศาลฎีกา: “สมัครใจแยกกันอยู่” ต้องสมัครใจ “ทั้งสองฝ่าย”

เมื่อประเด็นวิธีพิจารณาผ่านไป ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเนื้อหาคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน และตรงนี้เองที่ความจริงทั้งหมดถูกเปิดออกมากลางศาล

ความจริงข้อแรก — จำเลยไม่ได้ “หนีออกจากบ้าน”

ข้อเท็จจริงจากคดีก่อน (คดีหมายเลขแดงที่ 173/2560) ฟังได้ว่า บ้านเลขที่ 98/94 ที่จำเลยกับบุตรพักอยู่นั้น แท้จริงคือบ้านที่ โจทก์พาจำเลยกับบุตรย้ายไปอยู่ด้วยกันเอง หลังออกจากบ้านมารดาโจทก์ ต่อมามารดาโจทก์ป่วย โจทก์จึงกลับไปดูแลที่บ้านเลขที่ 54 การแยกกันอยู่จึงเริ่มจากสภาพครอบครัว ไม่ใช่จำเลยแยกตัวออกไป

ภาพที่โจทก์วาดว่า “ภริยาสมัครใจทิ้งบ้านไปอยู่บ้านญาติ” จึงพังทลายลงทันที

ความจริงข้อที่สอง — คนที่นอกใจ คือโจทก์เอง

ในคดีฟ้องหย่าครั้งที่สาม โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านรับเองว่า โจทก์คบหากับผู้หญิงอื่นระหว่างที่ยังอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย

และในคดีนี้ก็ปรากฏว่า จำเลยเคยฟ้องหญิงคนดังกล่าวเรียกค่าทดแทนฐานมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ จนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันมาแล้ว

ศาลฎีกาชี้ว่า สาเหตุที่โจทก์ไม่กลับบ้านไปหาจำเลย มาจากตัวโจทก์เอง ที่มีพฤติกรรมนอกใจ ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ทั้งที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ — หาใช่มาจากจำเลยไม่

ความจริงข้อที่สาม — จำเลยยังรัก ยังหวง ยังไม่เคยปล่อยมือ

หลักฐานที่ทรงพลังที่สุดกลับเป็นสิ่งที่โจทก์คาดไม่ถึง นั่นคือ การที่จำเลยลุกขึ้นฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน ศาลฎีกามองว่านี่คือพฤติการณ์ที่แสดงว่า จำเลยยังรักใคร่หึงหวงในตัวโจทก์อยู่ คนที่ยังหวงสามีขนาดยอมขึ้นโรงขึ้นศาลสู้กับมือที่สาม จะเรียกว่า “สมัครใจแยกทาง” ได้อย่างไร

ส่วนข้ออ้างที่ว่าจำเลยไม่ช่วยเหลือดูแลกิจการ โจทก์ก็ไม่เคยนำสืบว่าจำเลยเคยช่วยดูแลกิจการมาก่อนแต่อย่างใด จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ

บทสรุปของศาลฎีกา — สามปีที่นับมา สูญเปล่า

เมื่อประกอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ศาลฎีกาสรุปว่า

โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่มากว่า 3 ปี จริง — แต่การแยกกันอยู่นั้น มิใช่ด้วยความสมัครใจของจำเลย หากเป็นความสมัครใจของโจทก์ แต่เพียงฝ่ายเดียว

และการแยกกันอยู่โดยลำพังความสมัครใจของฝ่ายเดียวเช่นนี้ หาทำให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — ยกฟ้องในส่วนคำขอหย่า

ชายผู้ฟ้องหย่ามาแล้วสามครั้ง จึงจบครั้งที่สี่นี้ด้วยความพ่ายแพ้อีกครั้ง… ด้วยน้ำมือของพฤติกรรมตัวเอง

มุมมองทนายกฤษดา — 4 หลักทองคำจากฎีกานี้

หนึ่ง มาตรา 1516 (4/2) มีองค์ประกอบสองชั้น — ระยะเวลาเกินสามปี และ เหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขตลอดมา ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง เหตุหย่าไม่เกิด

สอง คำว่า “สมัครใจแยกกันอยู่” หมายถึงความสมัครใจของ ทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายหนึ่งจากไปเองโดยอีกฝ่ายยังรอ ยังรัก ยังหวง แม้เวลาผ่านไปสิบปีก็อ้างเหตุนี้ไม่ได้ — กฎหมายไม่เปิดทางให้ฝ่ายที่สร้างเหตุแตกร้าวเอง อาศัยผลของการกระทำตนมาเป็นเหตุหย่า

สาม การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฟ้องเรียกค่าทดแทนจากมือที่สาม อาจกลายเป็นพยานหลักฐานย้อนกลับมาพิสูจน์ว่าตนยังรักหวงแหนอีกฝ่าย ไม่ได้สมัครใจแยกทาง — จุดเล็ก ๆ ที่พลิกคดีได้ทั้งคดี

สี่ ในทางวิธีพิจารณา หน้าที่ของโจทก์คือบรรยายข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบ ส่วนการปรับบทว่าเข้ามาตราใด อนุมาตราใด เป็นอำนาจของศาล การที่ศาลปรับบทกฎหมายเองจากข้อเท็จจริงในฟ้อง ไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

คดีนี้สอนบทเรียนที่ลึกซึ้งว่า เวลาสามปีนับได้ด้วยปฏิทิน แต่ “ความสมัครใจ” ต้องพิสูจน์ด้วยพฤติการณ์

และตราบใดที่อีกฝ่ายยังไม่ปล่อยมือ… ประตูหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ก็จะไม่มีวันเปิดออก

มีปัญหาคดีความปรึกษาทีมงานทนายกฤษดา ดวงชอุ่ม