เมื่อภาพถ่ายจากมือถือขณะสามีหลับ กลายเป็นพยานชิ้นเอกในศาล
เจาะลึกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247 – 3248/2568 — ฟ้องหย่าเหตุอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยา
เรียบเรียงโดย ทนายกฤษดา ดวงชอุ่ม
คืนนั้น สามีหลับสนิท
ภริยาผู้เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจมานาน ค่อย ๆ หยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของสามีขึ้นมา เปิดดูข้อความไลน์ แล้วสิ่งที่เธอพบก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น
ข้อความหวานซึ้งระหว่างสามีกับพนักงานต้อนรับร้านคาราโอเกะ ภาพถ่ายทริปเขาค้อสองต่อสอง ภาพสามีถอดเสื้อโอบกอดหญิงคนนั้นอย่างแนบชิดในห้องพัก หลักฐานการจองโรงแรม และข้อความที่บ่งบอกว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาแล้วหลายครั้ง
เธอกดถ่ายภาพหน้าจอเก็บไว้ทีละภาพ… ทีละภาพ
ใครจะรู้ว่า ภาพถ่ายในคืนนั้น จะกลายเป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่พาคดีนี้เดินทางไกลถึงศาลฎีกา และวางหลักกฎหมายที่นักกฎหมายครอบครัวทุกคนต้องจดจำ
จุดเริ่มต้นของเรื่องราว
โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 มีบุตรด้วยกัน 2 คน
ชีวิตคู่เริ่มต้นอย่างสวยงาม ฝ่ายชายเป็นเจ้าของกิจการโรงกลึง ฝ่ายหญิงจบปริญญาโท ทำงานเป็นพนักงานธนาคาร ต่อมาทั้งคู่ร่วมกันเปิดร้านขายอะไหล่รถยนต์ ภริยาตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นแม่บ้านและช่วยสามีดูแลกิจการจนเจริญรุ่งเรือง สามีให้เงินภริยาใช้ส่วนตัวเดือนละ 50,000 บาท
แต่แล้วประมาณต้นปี 2562 ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อภริยาพบว่าสามีไปมีความสัมพันธ์กับ “จำเลยที่ 2” — พนักงานต้อนรับของร้านคาราโอเกะ
ภริยาจึงยื่นฟ้องหย่า เรียกแบ่งสินสมรส ค่าเลี้ยงชีพ ค่าทดแทน และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร รวมทั้งฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงคนดังกล่าวอีกสำนวนหนึ่งด้วย
สมรภูมิที่หนึ่ง — “ศาลวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่”
ก่อนจะไปถึงเรื่องชู้สาว จำเลยที่ 1 เปิดเกมสู้ด้วยประเด็น “เทคนิคกฎหมายวิธีพิจารณา” ที่แหลมคมมาก
จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า จำเลยที่ 1 “อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา” เท่านั้น ไม่ได้กำหนดประเด็นว่า “ร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ” ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบเรื่องนี้ขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และถือว่าโจทก์สละประเด็นดังกล่าวไปแล้ว
ฟังดูเข้าที… แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย
ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ประเด็นข้อพิพาทเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ และจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธด้วยถ้อยคำที่มีรายละเอียดตรงกันทุกประการ ประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดขึ้นครบถ้วนแล้ว
แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นในชั้นชี้สองสถาน “โดยย่อ” ตามถ้อยคำในมาตรา 1516 (1) และ (3) ก็ตาม ก็หาทำให้ประเด็นเรื่องร่วมประเวณีเป็นอาจิณหลุดหายไปจากคดีไม่
การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว — ยกแรก จำเลยที่ 1 แพ้
ข้อคิดสำหรับนักกฎหมาย: การกำหนดประเด็นโดยย่อของศาล ไม่ตัดประเด็นที่ปรากฏชัดจากคำคู่ความ ตราบใดที่ฟ้องและคำให้การต่อสู้กันไว้โดยตรง ประเด็นนั้นยังมีชีวิตอยู่เสมอ
สมรภูมิที่สอง — หลักฐานจากมือถือที่แอบถ่าย ศาลรับฟังหรือไม่
นี่คือหัวใจของคดี และเป็นจุดที่น่าสนใจที่สุด
โจทก์มีพยานบุคคลเพียงปากเดียว คือตัวโจทก์เอง แต่สิ่งที่ทำให้คำเบิกความมีน้ำหนัก คือพยานเอกสารและภาพถ่ายที่ได้มาจากการ แอบเปิดโทรศัพท์ของสามีขณะนอนหลับ แล้วถ่ายภาพข้อความสนทนาไลน์เก็บไว้
จำเลยที่ 1 เองก็นำสืบรับว่าโจทก์แอบถ่ายภาพจากโทรศัพท์จริง แต่ประเด็นชี้ขาดอยู่ตรงนี้ครับ —
จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าข้อความเหล่านั้นไม่ใช่ข้อความระหว่างจำเลยทั้งสอง และไม่ได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของเอกสารและภาพถ่าย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลจึงรับฟังข้อความสนทนาไลน์และรูปภาพเป็นพยานหลักฐานได้
และเมื่อศาลเปิดดูหลักฐานเหล่านั้น ภาพที่ปรากฏก็ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ
- ภาพทริปเขาค้อ วันที่ 3 – 4 มีนาคม 2562 ไปกันตามลำพังสองคน
- ภาพจำเลยที่ 1 ถอดเสื้อโอบกอดจำเลยที่ 2 อย่างแนบชิดภายในห้องพัก
- ข้อความที่จำเลยที่ 1 ถามไถ่จำเลยที่ 2 เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ในลักษณะห่วงใยเกินกว่าลูกค้ากับพนักงานต้อนรับทั่วไป
- ข้อความเสนอโอนเงินค่าทำฟัน ออกเงินค่าเรียนขับรถและสอบใบขับขี่ กระทั่งออกค่าใช้จ่ายย้ายห้องพักใหม่ให้
ที่แสบกว่านั้น จำเลยที่ 1 ยังนำสืบรับเองว่า พาจำเลยที่ 2 ไปเที่ยวต่างจังหวัด “เพื่อหวังจะได้หลับนอน” จริง เพียงแต่อ้างว่าฝ่ายหญิงไม่ยอม
ศาลฎีกามองว่าข้ออ้างเช่นนี้ เลื่อนลอย และขัดแย้งกับหลักฐานทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง พฤติการณ์ที่เข้าไปจัดแจงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ ส่งเสียเงินทองเป็นค่าใช้จ่ายสารพัด ล้วนเกินเลยกว่าความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราว
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1)
ข้อคิดสำหรับนักกฎหมาย: เมื่อคู่ความอีกฝ่ายไม่ปฏิเสธความแท้จริงของพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ แม้ที่มาจะเกิดจากการแอบดูโทรศัพท์ของอีกฝ่าย ศาลก็รับฟังประกอบคำเบิกความได้ นี่คือบทเรียนสำคัญของการต่อสู้คดีครอบครัวยุคดิจิทัล
สมรภูมิที่สาม — ค่าทดแทน: ทำไมศาลฎีกาลดจาก 700,000 เหลือ 500,000
เมื่อเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) รับฟังได้ และศาลพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้ 700,000 บาท
แต่ศาลฎีกามองลึกกว่านั้น — ศาลชั่งน้ำหนักสองด้านอย่างละเอียด
ด้านหนึ่ง โจทก์สมรสมาตั้งแต่ปี 2550 มีบุตรถึง 2 คน จบปริญญาโท เคยเป็นพนักงานธนาคาร มีสถานะทางสังคมที่ดี ย่อมได้รับความอับอายขายหน้าและเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมาก
อีกด้านหนึ่ง ปรากฏจากพยานฝ่ายจำเลยและคำเบิกความตอบถามค้านของโจทก์เองว่า ครอบครัวนี้มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันมาก่อนแล้ว สาเหตุหนึ่งมาจากการที่โจทก์ชอบไปเที่ยวดื่มสุรายามค่ำคืน ความร้าวฉานในครอบครัวจึง มิได้เกิดจากเรื่องชู้สาวของจำเลยที่ 1 เพียงอย่างเดียว
เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม ศาลฎีกาจึงกำหนดค่าทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง
ข้อคิดสำหรับนักกฎหมาย: ค่าทดแทนมิใช่ตัวเลขตายตัว ศาลชั่งจากเกียรติยศชื่อเสียงของฝ่ายที่เสียหาย ควบคู่กับสภาพความสัมพันธ์ในครอบครัวก่อนเกิดเหตุ หากครอบครัวมีรอยร้าวอยู่ก่อน ตัวเลขย่อมถูกปรับลดลงได้
สมรภูมิที่สี่ — ค่าเลี้ยงชีพ: จากไม่มีกำหนด สู่เพดาน 15 ปี
มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า ถ้าเหตุหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลงเพราะไม่มีรายได้ ฝ่ายนั้นขอค่าเลี้ยงชีพได้
คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทิ้งอาชีพพนักงานธนาคารมาช่วยกิจการของสามีจนรุ่งเรือง สามีให้เงินใช้ส่วนตัวเดือนละ 50,000 บาทเป็นประจำ เมื่อหย่ากันโจทก์ย่อมยากจนลงเพราะขาดรายได้ก้อนนี้
จำเลยที่ 1 สู้ว่าเงิน 50,000 บาทเป็นเงินที่ให้บุตร เพียงใส่ชื่อโจทก์ไว้แทน — แต่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ซ้ำยังเบิกความรับว่าตนเป็นผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่โจทก์นำเงินก้อนนั้นไปผ่อน ข้อต่อสู้จึงตกไป
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่หรืออายุครบ 60 ปี
ศาลฎีกาปรับใหม่ โดยคำนึงถึงว่าโจทก์เองก็มีรายได้จากการค้าขายออนไลน์ และได้รับส่วนแบ่งสินสมรสเป็นเงินมากพอสมควรแล้ว จึงกำหนดเป็นเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด (ตามมาตรา 1531 วรรคสอง การหย่าโดยคำพิพากษามีผลนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด) จนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ไม่เกิน 15 ปี
สมรภูมิสุดท้าย — ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร แบบ “ขั้นบันไดตามช่วงวัย”
นี่คืออีกจุดที่คำพิพากษาฉบับนี้วางแนวไว้อย่างงดงาม
ศาลฎีกาหยิบมาตรา 1564 (หน้าที่บิดามารดาอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรผู้เยาว์) ประกอบมาตรา 1598/38 (ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี) แล้วชี้ว่า
ค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ในแต่ละช่วงวัยของบุตร — เด็กโตขึ้น ค่าใช้จ่ายย่อมสูงขึ้นตาม
ศาลฎีกาจึงแก้จากอัตราเดียวเหมารวมของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (คนละ 20,000 บาทต่อเดือน) เป็นอัตราขั้นบันได ดังนี้
| ช่วงอายุบุตร | ค่าอุปการะเลี้ยงดู (ต่อคน/เดือน) |
|---|---|
| 12 ปี ถึง 15 ปี | 16,000 บาท |
| 15 ปี ถึงครบ 18 ปี | 18,000 บาท |
| 18 ปี จนบรรลุนิติภาวะ | 20,000 บาท |
แนวทางนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับทนายความในการร่างคำขอท้ายฟ้องคดีครอบครัวยุคใหม่ — ขอแบบขั้นบันไดตามช่วงวัย มีเหตุผลรองรับ และสอดคล้องกับแนวศาลฎีกา
แล้วหญิงคนนั้นล่ะ ทำไมไม่ต้องจ่ายสักบาท
หลายท่านอ่านมาถึงตรงนี้อาจสงสัย — โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ถึง 3,000,000 บาท แต่สุดท้ายจำเลยที่ 2 กลับไม่ต้องรับผิดเลย เพราะอะไร
คำตอบอยู่ที่มาตรา 1523 วรรคสอง ครับ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 2 จะละเมิดสิทธิในครอบครัวของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้แสดงตนโดยเปิดเผย ว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 องค์ประกอบตามกฎหมายจึงไม่ครบ โจทก์เรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้ และเมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโต้แย้ง คดีส่วนนี้จึงยุติไปตามนั้น
ความสัมพันธ์ที่หลบซ่อน แอบพบกันเงียบ ๆ ไม่ประกาศให้ใครรู้ — ในทางกฎหมาย กลับกลายเป็นเกราะกำบังของ “มือที่สาม” จากการถูกเรียกค่าทดแทน นี่คือช่องว่างที่ผู้เสียหายและทนายความต้องรู้เท่าทัน
บทสรุปจากทนายกฤษดา — 5 หลักทองคำจากฎีกานี้
หนึ่ง ประเด็นข้อพิพาทเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ การที่ศาลชี้สองสถานกำหนดประเด็นไว้โดยย่อตามถ้อยคำในบทกฎหมาย ไม่ทำให้ประเด็นที่คู่ความต่อสู้กันไว้โดยตรงหลุดหายไป
สอง ภาพถ่ายข้อความไลน์ที่ได้จากการแอบดูโทรศัพท์คู่สมรส หากอีกฝ่ายไม่ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
สาม พฤติการณ์ส่งเสียเงินทอง จัดแจงดูแลความเป็นอยู่ประหนึ่งสามีภริยา ประกอบข้อความแสดงความสัมพันธ์ทางเพศต่อเนื่อง ฟังได้ว่าเป็นการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาและร่วมประเวณีเป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1)
สี่ ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ศาลชั่งจากสถานะเกียรติยศของผู้เสียหาย และสภาพครอบครัวก่อนเกิดเหตุประกอบกัน ส่วนค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ศาลกำหนดเพดานระยะเวลาได้
ห้า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ กำหนดแบบขั้นบันไดตามช่วงวัยได้ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเด็ก
คดีนี้เริ่มจากภาพถ่ายไม่กี่ภาพในคืนที่สามีหลับ แต่จบลงด้วยบรรทัดฐานทางกฎหมายที่จะถูกอ้างอิงไปอีกนาน
เพราะบางครั้ง… ความจริงก็ซ่อนอยู่ในโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว
มีปัญหาคดีความปรึกษาทีมงานทนายกฤษดา




