Home คดีอาญา ถูกหลอกลวงว่าจะนำเงินไปปล่อยกู้ เรียกดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด ถือเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีฉ้อโกงหรือไม่

ถูกหลอกลวงว่าจะนำเงินไปปล่อยกู้ เรียกดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด ถือเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีฉ้อโกงหรือไม่

801
SHARE

คำถาม

ถูกหลอกลวงว่าจะนำเงินไปปล่อยกู้ เรียกดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด ถือเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีฉ้อโกงหรือไม่

เคยมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และ 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไปก็เพื่อประสงค์ให้จำเลยทั้งสองนำไปปล่อยกู้ผ่านจำเลยทั้งสองโดยเรียกดอกเบี้ยจากผู้ที่กู้เงินผ่านจำเลยทั้งสองในอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าจะนำเงินของโจทก์ไปปล่อยกู้ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดทั้งที่ความจริงจำเลยทั้งสองประสงค์จะนำเงินดังกล่าวของโจทก์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีเจตนานำไปปล่อยกู้ให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องสูญเสียเงินดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ได้มีเจตนาจะนำเงินของโจทก์ไปปล่อยกู้จริง การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจึงไม่เกิดขึ้น จึงไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมารับฟังเป็นโทษแก่โจทก์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานฉ้อโกงเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มาเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ข้อที่โจทก์อ้างว่าโจทก์หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสองจึงมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยทั้งสองไปปล่อยกู้ให้ด้วยการเรียกดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปีอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพุทธศักราช 2475 แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้การกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นไม่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นเพียงการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองเพื่อฉ้อโกงโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาหรือไม่ก็ตาม ถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

สรุป

โจทก์หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสองจึงมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยทั้งสองไปปล่อยกู้ให้ด้วยการเรียกดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปีอันเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายแม้การกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นไม่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นเพียงการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองเพื่อฉ้อโกงโจทก์หรือไม่ก็ตาม ถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง

มีปัญหาคดีความปรึกษาทีมงานทนายกฤษดา

โทร 089-142-7773 ไลน์ไอดี Lawyers.in.th

Facebook Comments