Home คดีอาญา ปลอมคำร้องขอออกหนังสือเดินทาง จะมีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการหรือไม่

ปลอมคำร้องขอออกหนังสือเดินทาง จะมีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการหรือไม่

151

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 264, 265, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, 269/8, 269/8 ประกอบมาตรา 80, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และ 265, มาตรา 269/9 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสาร เอกสารราชการ ปลอมหนังสือเดินทางและใช้เอกสารปลอม เอกสารราชการปลอมและหนังสือเดินทางปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม เอกสารราชการปลอมและหนังสือเดินทางปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 269/9 วรรคแรก (ที่ถูก ประกอบมาตรา 269/8 ด้วย) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และ 269/9 วรรคสี่ ฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารราชการปลอมจำคุก 1 ปี ฐานใช้หนังสือเดินทางปลอม จำคุก 1 ปี ฐานพยายามปลอมหนังสือเดินทาง จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) และการกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.4 เป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้องข้อ 1.1, 1.2 และตามฟ้องข้อ 1.3 (ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา) กับความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง ข้อ 1.4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) แต่บทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน ข้อหาพยายามปลอมเอกสารราชการ (หนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619) ตามคำฟ้องข้อ 1.5 ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม คู่ความมิได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามปลอมเอกสารราชการตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่เจ้าหน้าที่กรมการกงสุลบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงในหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 เกิดจากการที่จำเลยให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ และปลอมลายมือชื่อของนางสาวรอมซียะห์ ลงในคำร้องขอออกหนังสือเดินทางดังกล่าว ซึ่งจำเลยย่อมทราบอยู่แล้วว่าจะต้องใช้ลายมือชื่อของนางสาวรอมซียะห์ที่จำเลยปลอมดังกล่าวในหนังสือเดินทาง ซึ่งเป็นวิธีการออกหนังสือเดินทางโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่สามารถให้จำเลยลงลายมือชื่อปลอมลงในหนังสือเดินทางโดยตรงได้ การที่เจ้าหน้าที่กรมการกงสุลสแกนลายมือชื่อปลอมลงในหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 ย่อมทำให้หนังสือเดินทางดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทางปลอมโดยจำเลยอาศัยเจ้าหน้าที่กรมการกงสุลเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามปลอมเอกสารราชการแล้วนั้น เห็นว่า การที่จำเลยปลอมคำร้องขอออกหนังสือเดินทางเพื่อขอออกหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 หลังจากนั้นนำคำร้องขอออกหนังสือเดินทางดังกล่าวไปใช้แสดงเป็นพยานหลักฐานในการขอออกหนังสือเดินทางของจำเลยต่อเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้ดำเนินการออกหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 ให้แก่จำเลย โดยจำเลยใช้สำเนาสูติบัตรและสำเนาหนังสือเดินทางหมายเลข J 321950 ของนางสาวรอมซียะห์ที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อประกอบคำร้องขอออกหนังสือเดินทางพร้อมทั้งลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวรอมซียะห์ในคำร้องดังกล่าวด้วย เป็นการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้เจ้าหน้าที่สถานกงสกุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย หลงเชื่อ นำข้อมูลดังกล่าวตามคำร้องขอออกหนังสือเดินทาง ซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าฐานข้อมูลการจัดทำหนังสือเดินทางของสถานกงสุลใหญ่ และสแกนลายมือชื่อปลอมที่จำเลยลงไว้ในคำร้องขอออกหนังสือเดินทางในช่องผู้ถือหนังสือเดินทาง เพื่อประมวลผลออกมาเป็นรูปเล่มหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือเป็นการปลอมเอกสารราชการโดยใช้เจ้าพนักงานเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด และเมื่อการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นขั้นตอนสุดท้ายของผู้ขอออกหนังสือเดินทางอันถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอออกหนังสือเดินทางในชื่อนางซารีพะ กรมการกงสุลจึงไม่ออกหนังสือเดินทางตามคำร้องขอออกหนังสือเดินทางปลอมเลขที่ Y 684619 ให้แก่จำเลย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามปลอมเอกสารราชการตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 265 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) ประกอบมาตรา 80 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามปลอมเอกสารราชการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

สรุป การที่จำเลยปลอมคำร้องขอออกหนังสือเดินทาง เลขที่ Y 684619 เพื่อขอออกหนังสือเดินทางหลังจากนั้นได้นำคำร้องดังกล่าวไปใช้แสดงเป็นพยานหลักฐานในการขอออกหนังสือเดินทางของจำเลยต่อเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้ดำเนินการออกหนังสือเดินทางดังกล่าวให้แก่จำเลย โดยจำเลยใช้สำเนาสูติบัตรและสำเนาหนังสือเดินทางของ ร. ที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ เพื่อประกอบคำร้องขอออกหนังสือเดินทางพร้อมทั้งลงลายมือชื่อปลอมของ ร. ในคำร้องดังกล่าว เป็นการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้เจ้าหน้าที่สถานกงสกุลใหญ่หลงเชื่อ นำข้อมูลดังกล่าวตามคำร้องขอออกหนังสือเดินทาง ซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าฐานข้อมูลการจัดทำหนังสือเดินทางของสถานกงสุลใหญ่ และสแกนลายมือชื่อปลอมที่จำเลยลงไว้ในคำร้องขอออกหนังสือเดินทางในช่องผู้ถือหนังสือเดินทาง เพื่อประมวลผลออกมาเป็นรูปเล่มหนังสือเดินทางเลขที่ Y 684619 ถือเป็นการปลอมเอกสารราชการโดยใช้เจ้าพนักงานเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นขั้นตอนสุดท้ายของผู้ขอออกหนังสือเดินทาง อันถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอออกหนังสือเดินทางในชื่อของจำเลย กรมการกงสุลจึงไม่ออกหนังสือเดินทางตามคำร้องขอออกหนังสือเดินทางปลอม เลขที่ Y 684619 ให้จำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามปลอมเอกสารราชการ

มีปัญหาคดีความปรึกษาทีมงานทนายกฤษดา

โทร 089-142-7773 ไลน์ไอดี @lawyers.in.th

Facebook Comments