Home สาระน่ารู้ องค์ประกอบที่ศาลใช้พิจารณาจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

องค์ประกอบที่ศาลใช้พิจารณาจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

290

#องค์ประกอบที่ศาลใช้พิจารณาจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร มีดังนี้

ทนายความกฤษดาขออนุญาตแนะนำว่าตามปกติแล้ว ความจำเป็นในการดำรงชีพของบุตรศาลจะพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพของบุตรตามวัยและฐานะความเป็นอยู่ เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่ารักษาพยาบาล ค่าการศึกษา ค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง ค่าขนม ค่าเล่น ค่าเสริมทักษะ เป็นต้น

#ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของบุตรจะแตกต่างกันไปตามวัย
ตัวอย่างเช่น บุตรวัยทารกจะมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูสูงกว่าบุตรวัยเรียน เนื่องจากมีความต้องการอาหาร นม น้ำ ผ้าอ้อม อุปกรณ์ดูแลความสะอาด ฯลฯ มากขึ้น บุตรวัยเรียนจะมีค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าขนม ฯลฯ มากขึ้น บุตรวัยทำงานจะมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของตนเองมากขึ้น แต่อาจไม่ต้องได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาหรือมารดาอีกต่อไป

#ฐานะความเป็นอยู่ของบุตรก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ศาลจะพิจารณา
ตัวอย่างช่น บุตรที่อาศัยอยู่กับบิดามารดาที่มีฐานะดี อาจได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่สูงกว่าบุตรที่อาศัยอยู่กับบิดามารดาที่มีฐานะยากจน เนื่องจากบุตรที่อาศัยอยู่กับบิดามารดาที่มีฐานะดีอาจต้องการค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพที่สูงกว่าบุตรที่อาศัยอยู่กับบิดามารดาที่มีฐานะยากจน

#ความสามารถของบิดาหรือมารดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร

ศาลจะพิจารณาถึงรายได้ ฐานะความเป็นอยู่ ภาระหน้าที่อื่นๆ ของบิดาหรือมารดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร เช่น บิดาหรือมารดามีบุตรคนอื่นที่ต้องเลี้ยงดูด้วยหรือไม่ บิดาหรือมารดามีภาระในการเลี้ยงดูบิดาหรือมารดาที่ชราภาพหรือไม่ เป็นต้น

รายได้ของบิดาหรือมารดาเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ตัวอย่างเช่น บิดาที่มีรายได้สูง อาจได้รับคำสั่งให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสูงกว่าบิดาที่มีรายได้ต่ำ เนื่องจากบิดาที่มีรายได้สูงมีความสามารถในการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้มากกว่า

ภาระหน้าที่อื่นๆ ของบิดาหรือมารดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรก็เป็นปัจจัยที่ศาลจะพิจารณาเช่นกัน ตัวอย่างเช่น บิดาหรือมารดาที่มีบุตรคนอื่นที่ต้องเลี้ยงดูด้วย อาจได้รับคำสั่งให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรน้อยกว่าบิดาหรือมารดาที่ไม่มีบุตรคนอื่นที่ต้องเลี้ยงดูด้วย เนื่องจากบิดาหรือมารดาที่มีบุตรคนอื่นที่ต้องเลี้ยงดูด้วยมีภาระในการเลี้ยงดูบุตรมากขึ้น

#ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ

ศาลจะพิจารณาถึงค่าครองชีพ ค่าเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน เป็นต้น ค่าครองชีพที่สูงขึ้นอาจทำให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากบุตรมีความต้องการค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพที่สูงขึ้น ค่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจทำให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากรายได้ของบิดาหรือมารดาอาจลดลงตามค่าเงินที่ลดลง อัตราการว่างงานที่สูงขึ้นอาจทำให้รายได้ของบิดาหรือมารดาลดลงได้ ซึ่งอาจทำให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรลดลงตามไปด้วย

#ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ศาลยังสามารถพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ตามความเหมาะสม เช่น บุตรมีสุขภาพร่างกายหรือจิตใจบกพร่องหรือไม่ บุตรมีความสามารถพิเศษหรือไม่ เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น บุตรที่มีสุขภาพร่างกายหรือจิตใจบกพร่องอาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งอาจทำให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสูงขึ้น บุตรที่มีความสามารถพิเศษอาจจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถเป็นพิเศษ ซึ่งอาจทำให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสูงขึ้นเช่นกัน

#ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือนหรือเป็นเงินก้อน

โดยหลักแล้ว ศาลจะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือน โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพของบุตรและความสามารถของบิดาหรือมารดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ตัวอย่างเช่น บุตรอายุ 5 ปี ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน บิดามีรายได้ 20000 บาทต่อเดือน ศาลอาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้บิดาชำระเดือนละ 5,000 บาท เป็นต้น

ทนายกฤษดา ดวงชอุ่ม โทร 089-142-7773

Facebook Comments