Home ทั้งหมด ทำไมสามีต่างชาติ ถึงแพ้คดีหย่าในไทย

ทำไมสามีต่างชาติ ถึงแพ้คดีหย่าในไทย

25

ทำไมสามีต่างชาติมักประเมินคดีหย่าในไทย “ต่ำเกินไป”

โดย ทนายกฤษดา ดวงชอุ่ม – ทนายความคดีครอบครัวระหว่างประเทศ อัปเดตล่าสุด: พฤษภาคม 2026

ในการให้คำปรึกษาคดีหย่าระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติมาหลายปี ผมสังเกตเห็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ คือสามีต่างชาติจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการหย่าด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกฎหมายไทย หลายคนมั่นใจว่าตนเข้าใจสิทธิ์ของตนเองดี โดยอาศัยข้อมูลจากเพื่อน จากกลุ่มออนไลน์ของชาวต่างชาติ หรือจากการเทียบกับกฎหมายในประเทศบ้านเกิด แต่เมื่อคดีดำเนินไป กลับพบว่าความเป็นจริงต่างจากที่คิดอย่างมาก

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่ออธิบายว่า เหตุใดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้จึงเกิดขึ้น และประเด็นใดบ้างที่ทั้งสามีต่างชาติและภริยาไทยควรเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับคดีหย่าในประเทศไทย เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการด้วยความเข้าใจที่ตรงกับความเป็นจริง

1. ทำไมความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจึงเกิดขึ้น

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่าทำไมสามีต่างชาติจำนวนมากจึงประเมินคดีหย่าในไทยคลาดเคลื่อน

สาเหตุที่หนึ่ง: การเทียบกับกฎหมายในประเทศบ้านเกิด

สามีต่างชาติมักเข้าใจคดีหย่าจากกรอบของกฎหมายในประเทศตนเอง ซึ่งอาจแตกต่างจากกฎหมายไทยอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ในบางประเทศมีแนวคิดเรื่องการแบ่งทรัพย์สินที่คำนึงถึงความเป็นธรรมในวงกว้าง หรือมีระบบ alimony ที่แตกต่างจากไทย การนำความเข้าใจจากระบบกฎหมายหนึ่งมาใช้กับอีกระบบหนึ่ง ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน

สาเหตุที่สอง: ข้อมูลจากกลุ่มออนไลน์ที่ไม่ถูกต้อง

ในกลุ่มออนไลน์ของชาวต่างชาติในไทย มีการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทยจำนวนมาก แต่ข้อมูลเหล่านี้บ่อยครั้งไม่ถูกต้อง เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวที่อาจไม่ตรงกับกรณีอื่น หรือเป็นความเข้าใจผิดที่ส่งต่อกันมา การพึ่งพาข้อมูลเหล่านี้แทนการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ นำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

สาเหตุที่สาม: ความเชื่อที่ฝังลึกบางประการ

มีความเชื่อบางอย่างที่แพร่หลายในกลุ่มชาวต่างชาติ เช่น ความเชื่อว่า “ใส่ชื่อภริยาคือเสียทรัพย์สินทั้งหมด” หรือ “ศาลไทยเข้าข้างฝ่ายหญิงเสมอ” ความเชื่อเหล่านี้ทำให้สามีต่างชาติประเมินสถานการณ์ผิด ไม่ว่าจะในทางที่มองโลกในแง่ร้ายเกินไป หรือในทางที่ประมาทเกินไป

2. ประเด็นที่หนึ่ง: เรื่องทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่สามีต่างชาติมักประเมินคลาดเคลื่อน คือเรื่องทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ

สามีต่างชาติจำนวนมากเชื่อว่า ทรัพย์สินที่ตนถือไว้ในประเทศบ้านเกิด เช่น บ้าน เงินบำนาญ การลงทุน บัญชีธนาคาร อยู่นอกขอบเขตของคดีหย่าในไทย เพราะอยู่คนละประเทศ

ความเป็นจริงทางกฎหมายซับซ้อนกว่านั้น ตามหลักกฎหมายไทย ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใด โดยหลักมีลักษณะเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาพิจารณาในการแบ่ง ดังนั้น เงินบำนาญที่สะสมระหว่างสมรส การลงทุนที่ทำระหว่างสมรส หรือทรัพย์สินอื่นที่ได้มาระหว่างสมรส แม้จะอยู่ในต่างประเทศ ก็อาจถูกนำมาพิจารณาในการแบ่งทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การบังคับให้แบ่งทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศมีความซับซ้อน เพราะต้องอาศัยกระบวนการในประเทศที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมักเข้าใจไม่ครบถ้วน บางครั้งสามีประเมินต่ำว่าทรัพย์สินในต่างประเทศปลอดภัย ในขณะที่ภริยาบางครั้งประเมินสูงว่าจะได้ส่วนแบ่งโดยง่าย ทั้งที่การบังคับใช้จริงซับซ้อน

3. ประเด็นที่สอง: เรื่องบ้านที่ใส่ชื่อภริยา

อีกประเด็นที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนมาก คือเรื่องบ้านและที่ดินที่ซื้อด้วยเงินของสามีแต่ใส่ชื่อภริยาไทย

ความเชื่อที่แพร่หลายในกลุ่มสามีต่างชาติคือ “เมื่อใส่ชื่อภริยา ก็เสียบ้านไปทั้งหมดเมื่อหย่า” แต่ความเป็นจริงทางกฎหมายไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ในทางกฎหมายไทย การที่บ้านอยู่ในชื่อภริยา ไม่ได้แปลว่าเป็นสินส่วนตัวของภริยาโดยอัตโนมัติ และไม่ได้แปลว่าสามีเสียไปทั้งหมด ปัจจัยที่กำหนดคือช่วงเวลาที่ได้มาและแหล่งที่มาของเงิน รวมถึงเอกสารที่ลงนามในขั้นตอนการซื้อ

ที่สำคัญคือ มีประเด็นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ดินของไทย ที่ห้ามคนต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทำให้การที่สามีจะอ้างว่าตนเป็นเจ้าของเงินที่แท้จริงเพื่อยึดทรัพย์สิน อาจสร้างความเสี่ยงทางกฎหมายในเรื่องการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมักไม่ตระหนัก

ประเด็นนี้ซับซ้อนกว่าที่ความเชื่อทั่วไปเข้าใจมาก และเป็นเหตุผลที่ทั้งสองฝ่ายควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแทนการเชื่อตามที่ได้ยินมา

4. ประเด็นที่สาม: เรื่องสิทธิ์เลี้ยงดูบุตร

ในเรื่องบุตร มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนทั้งสองทาง

สามีต่างชาติบางคนเชื่อว่า “ศาลไทยให้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตรแก่แม่เสมอ” จึงคิดว่าตนไม่มีโอกาส ในขณะที่บางคนเชื่อว่าตนซึ่งมีฐานะดีกว่าจะได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตรแน่นอน

ความเป็นจริงคือ กฎหมายไทยกำหนดให้ศาลพิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นสำคัญ ไม่ได้ให้สิทธิ์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ ศาลพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ทั้งความสามารถในการดูแล ความผูกพันกับบุตร สภาพแวดล้อม ความมั่นคง และในกรณีบุตรโตพอ ศาลรับฟังความเห็นของบุตรประกอบ

ในคดีต่างชาติ มีปัจจัยเพิ่มเติมที่ศาลพิจารณา เช่น ความต่อเนื่องในชีวิตของบุตร เครือข่ายครอบครัวและการศึกษาในไทย และความเสี่ยงที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพาบุตรออกนอกประเทศ

ดังนั้น การประเมินว่าฝ่ายใดจะได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตร ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะของแต่ละกรณี ไม่ใช่ตามความเชื่อทั่วไป

5. ประเด็นที่สี่: เรื่องวีซ่าและสถานะการอยู่ในไทย

สามีต่างชาติจำนวนมากไม่ได้ตระหนักถึงผลของการหย่าต่อสถานะการอยู่ในประเทศไทย

หากสามีต่างชาติอยู่ในไทยด้วยวีซ่าที่อาศัยการสมรสกับคนไทย เมื่อหย่า วีซ่าประเภทนั้นจะสิ้นสุดลง สามีต้องดำเนินการเปลี่ยนเป็นวีซ่าประเภทอื่น หรือเดินทางออกจากประเทศ

ประเด็นนี้เป็นเรื่อง practical ที่ส่งผลต่อชีวิตอย่างมาก แต่สามีต่างชาติหลายคนไม่ได้วางแผนล่วงหน้า จนกระทั่งเผชิญสถานการณ์จริง

6. ทำไมความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ประเด็นสำคัญที่ผมต้องการสื่อในบทความนี้ คือความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เครื่องมือในการเอาเปรียบกัน

เมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจกฎหมายที่ถูกต้อง การเจรจาและการดำเนินคดีจะอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ลดความขัดแย้งที่เกิดจากความคาดหวังที่ไม่ตรงกับกฎหมาย และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมเร็วขึ้น

ในประสบการณ์ของผม คดีที่ยืดเยื้อและขัดแย้งรุนแรงที่สุด มักเกิดจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย เข้าสู่กระบวนการด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เมื่อความจริงปรากฏ จึงเกิดความรู้สึกถูกหลอกหรือถูกเอาเปรียบ ทำให้การเจรจาล้มเหลว

ในทางกลับกัน คดีที่จบลงด้วยดีและรวดเร็ว มักเป็นคดีที่ทั้งสองฝ่ายได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น เข้าใจสิทธิ์และหน้าที่ของตนตามความเป็นจริง และเจรจาบนพื้นฐานนั้น

7. บทเรียนสำหรับสามีต่างชาติ

สำหรับสามีต่างชาติที่กำลังเผชิญหรือคาดว่าจะเผชิญคดีหย่าในไทย มีบทเรียนสำคัญ

ประการแรก อย่าประเมินคดีจากกฎหมายในประเทศบ้านเกิด เพราะกฎหมายไทยแตกต่าง

ประการที่สอง อย่าพึ่งพาข้อมูลจากกลุ่มออนไลน์เป็นหลัก เพราะข้อมูลเหล่านั้นบ่อยครั้งไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับกรณีของตน

ประการที่สาม ปรึกษาทนายที่เชี่ยวชาญคดีต่างชาติตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเข้าใจสถานะที่แท้จริงของตน

ประการที่สี่ พิจารณาทั้งทรัพย์สินในไทยและในต่างประเทศ รวมถึงประเด็นเรื่องบุตรและวีซ่า อย่างครบถ้วน

8. บทเรียนสำหรับภริยาไทย

สำหรับภริยาไทย บทความนี้ก็มีบทเรียนเช่นกัน

ประการแรก อย่าประเมินว่าตนจะได้สิทธิ์หรือทรัพย์สินโดยอัตโนมัติ เพราะผลขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการพิสูจน์

ประการที่สอง เข้าใจว่าทรัพย์สินในต่างประเทศ แม้ตามกฎหมายอาจเป็นสินสมรส แต่การบังคับให้แบ่งจริงมีความซับซ้อน

ประการที่สาม ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้าใจสิทธิ์ที่แท้จริงของตน ทั้งในสิ่งที่ตนมีสิทธิ์และในข้อจำกัดที่มี

บทสรุป

สามีต่างชาติจำนวนมากประเมินคดีหย่าในไทยคลาดเคลื่อน ไม่ว่าจะในทางที่มองโลกในแง่ร้ายเกินไปหรือประมาทเกินไป สาเหตุหลักมาจากการเทียบกับกฎหมายในประเทศบ้านเกิด การพึ่งพาข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากกลุ่มออนไลน์ และความเชื่อที่ฝังลึกบางประการ

ประเด็นที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อน ได้แก่ เรื่องทรัพย์สินในต่างประเทศ เรื่องบ้านที่ใส่ชื่อภริยา เรื่องสิทธิ์เลี้ยงดูบุตร และเรื่องวีซ่า ซึ่งแต่ละประเด็นมีความซับซ้อนเฉพาะตัวที่ต่างจากความเชื่อทั่วไป

สิ่งที่ผมต้องการสื่อในบทความนี้ ไม่ใช่ว่าฝ่ายใดจะชนะหรือแพ้ แต่คือความสำคัญของการเข้าใจกฎหมายที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เพราะนำไปสู่การเจรจาและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมและรวดเร็วกว่า

ไม่ว่าท่านจะเป็นสามีต่างชาติหรือภริยาไทย การปรึกษาทนายที่เชี่ยวชาญคดีต่างชาติเพื่อเข้าใจสถานะที่แท้จริงของตน เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการเข้าสู่กระบวนการอย่างมีข้อมูลและไม่ตั้งอยู่บนความคาดหวังที่คลาดเคลื่อน

 

Facebook Comments