เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 ตัวบทล่าสุด ครบทั้ง 12 กรณี พร้อมตัวอย่าง

เหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 มี 12 กรณี คือ อนุมาตรา (1) ถึง (10) รวมกับ (4/1) และ (4/2) เช่น มีชู้ ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ทิ้งร้างเกิน 1 ปี หรือแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ถ้าพิสูจน์ได้เพียงเหตุเดียว ศาลก็พิพากษาให้หย่าได้แม้อีกฝ่ายไม่ยินยอม

มาตรา 1516 ฉบับปัจจุบันต่างจากเดิมอย่างไร

สาระของเหตุหย่าเกือบทั้งหมดยังเหมือนเดิม แต่ถ้อยคำเปลี่ยนจาก "สามีหรือภริยา" เป็น "คู่สมรส" ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 ที่คนทั่วไปเรียกว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568

เหตุฟ้องหย่าจึงใช้กับคู่สมรสที่จดทะเบียนทุกคู่ ไม่ว่าเพศใด และมีสองอนุมาตราที่เขียนให้ครอบคลุมกว้างขึ้น

  • อนุมาตรา (1) นอกจากการมีชู้และการร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณแล้ว ยังรวมถึงการกระทำกับผู้อื่น หรือการยอมรับการกระทำของผู้อื่น เพื่อสนองความใคร่เป็นอาจิณ
  • อนุมาตรา (10) สภาพแห่งกายที่ทำให้ไม่อาจร่วมประเวณี หรือไม่อาจกระทำการหรือยอมรับการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล

อีกเรื่องที่ควรเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ มาตรา 1516 ใช้กับการฟ้องหย่าเท่านั้น ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ไม่ต้องอ้างเหตุใดเลย เพราะหย่าโดยความยินยอมได้ตามมาตรา 1514 และจะสมบูรณ์เมื่อจดทะเบียนการหย่าตามมาตรา 1515

เหตุฟ้องหย่าทั้ง 12 กรณีมีอะไรบ้าง

ตารางนี้สรุปเหตุทุกอนุมาตราเป็นภาษาง่าย ตัวอย่างเป็นเพียงภาพประกอบ ศาลจะชั่งน้ำหนักจากข้อเท็จจริงของแต่ละคดีเสมอ

อนุมาตราเหตุฟ้องหย่า (สรุป)ตัวอย่างพฤติการณ์
(1)อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีหรือกระทำเพื่อสนองความใคร่กับผู้อื่นเป็นอาจิณเช่าที่พักและส่งเงินเลี้ยงดูผู้อื่น พาออกงานในฐานะคู่
(2)ประพฤติชั่ว จนอีกฝ่ายอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ถูกดูถูกเกลียดชัง หรือเดือดร้อนเกินควรติดพนันจนก่อหนี้ท่วมครอบครัว
(3)ทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหรือบุพการีของอีกฝ่าย อย่างร้ายแรงทุบตีจนบาดเจ็บ ข่มขู่ซ้ำ ๆ
(4)จงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายไปเกิน 1 ปีย้ายออกไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรเกิน 1 ปี
(4/1)ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและถูกจำคุกเกิน 1 ปี ในความผิดที่อีกฝ่ายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนอีกฝ่ายเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรครอบครัวขาดผู้หาเลี้ยงระหว่างรับโทษ
(4/2)สมัครใจแยกกันอยู่เพราะอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขไม่ได้เกิน 3 ปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเกิน 3 ปีตกลงแยกบ้านกันหลังขัดแย้งรุนแรง
(5)ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาเกิน 3 ปีโดยไม่มีใครทราบว่าเป็นตายร้ายดีขาดการติดต่อทุกช่องทาง ญาติไม่ทราบข่าว
(6)ไม่อุปการะเลี้ยงดูตามสมควร หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นคู่สมรสอย่างร้ายแรง จนอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควรมีรายได้แต่ไม่ช่วยครอบครัวเลย ขับไล่ออกจากบ้าน
(7)วิกลจริตตลอดมาเกิน 3 ปี ยากจะหาย และถึงขนาดทนอยู่ร่วมกันไม่ได้มีความเห็นแพทย์ประกอบ
(8)ผิดทัณฑ์บนที่ทำไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติเขียนรับว่าจะเลิกดื่มแล้วอาละวาด แต่ทำซ้ำ
(9)เป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงที่อาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย และเรื้อรังไม่มีทางหายต้องมีความเห็นแพทย์
(10)สภาพแห่งกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณีหรือกระทำเพื่อสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาลภาวะถาวรที่แพทย์ยืนยัน

เหตุแบบไหนต้อง "ร้ายแรง" หรือ "เดือดร้อนเกินควร" จึงจะฟ้องได้

เหตุตามอนุมาตรา (2) (3) (4/1) และ (6) ไม่ได้ดูเพียงว่ามีการกระทำเกิดขึ้น แต่ต้องถึงระดับที่กฎหมายเขียนไว้ เช่น "ร้ายแรง" หรือทำให้อีกฝ่าย "เดือดร้อนเกินควร" โดยศาลจะพิจารณาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันของคู่สมรสคู่นั้นประกอบด้วย

การทะเลาะตามปกติของชีวิตคู่ หรือคำพูดไม่สุภาพเพียงครั้งเดียว มักยังไม่พอ ขณะที่การทำร้ายจนบาดเจ็บ หรือการด่าทอเหยียดหยามเป็นประจำ มีน้ำหนักมากกว่ามาก

ส่วนเหตุตามอนุมาตรา (1) ไม่มีคำว่าร้ายแรงกำกับ แต่ต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์ตามที่กฎหมายระบุให้ได้ ไม่ใช่เพียงความสงสัย หากต้องการเข้าใจเหตุเรื่องปฏิปักษ์ต่อการเป็นคู่สมรสเพิ่มเติม อ่านได้ที่ ความหมายของการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง

เหตุฟ้องหย่าที่ต้องรอให้ครบระยะเวลามีอะไรบ้าง

มีห้าเหตุที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจน ถ้ายังไม่ครบกำหนด แม้พฤติการณ์จะเข้าเค้าก็ยังอ้างเหตุนั้นไม่ได้

  • จงใจละทิ้งร้าง เกิน 1 ปี ตามอนุมาตรา (4)
  • ถูกจำคุกจริง เกิน 1 ปี ตามคำพิพากษาถึงที่สุด ตามอนุมาตรา (4/1) อ่านตัวอย่างได้ที่ ฟ้องหย่าสามีที่ติดคุกมีวิธีการอย่างไร
  • สมัครใจแยกกันอยู่ หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาล เกิน 3 ปี ตามอนุมาตรา (4/2)
  • ไปจากภูมิลำเนาโดยไม่มีใครทราบข่าว เกิน 3 ปี หรือมีคำสั่งศาลว่าเป็นคนสาบสูญ ตามอนุมาตรา (5)
  • วิกลจริตตลอดมา เกิน 3 ปี ตามอนุมาตรา (7)

คำว่า "เกิน" หมายถึงต้องนานกว่าระยะเวลานั้น จึงควรนับให้แน่ใจและเก็บหลักฐานวันเริ่มต้นไว้ เช่น วันที่ย้ายออกหรือพยานที่รู้เห็น

มีเหตุหย่าแล้ว แต่หมดสิทธิฟ้องได้ในกรณีใด

มีเหตุหย่าไม่ได้แปลว่าจะฟ้องได้เสมอ กฎหมายวางข้อจำกัดไว้สี่เรื่องที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

  1. ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ถ้าฝ่ายที่จะฟ้องยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำตามอนุมาตรา (1) หรือ (2) จะยกเหตุนั้นขึ้นฟ้องไม่ได้ และถ้าเหตุตามอนุมาตรา (10) เกิดจากการกระทำของฝ่ายที่จะฟ้องเอง ก็ฟ้องไม่ได้เช่นกัน (มาตรา 1517)
  2. ให้อภัยแล้ว ถ้าฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องทำการใดที่แสดงว่าให้อภัยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าจากเหตุนั้นหมดไป (มาตรา 1518) แต่การกระทำใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังยังเป็นเหตุฟ้องได้
  3. พ้นหนึ่งปีนับแต่รู้ สิทธิฟ้องโดยอาศัยเหตุตามอนุมาตรา (1) (2) (3) หรือ (6) ระงับเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ความจริง แต่ยังนำข้อเท็จจริงนั้นมาสืบสนับสนุนการฟ้องด้วยเหตุอื่นได้ (มาตรา 1529)
  4. ทัณฑ์บนเรื่องเล็กน้อย ถ้าพฤติกรรมที่ทำให้ต้องทำทัณฑ์บนเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือไม่สำคัญต่อการอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่าก็ได้ (มาตรา 1517)

การอดทนอยู่ต่อเพื่อให้อีกฝ่ายปรับตัวไม่ได้แปลว่าให้อภัยเสมอไป ศาลดูพฤติการณ์โดยรวม ดูเพิ่มเติมได้ที่ ข้อยกเว้นที่ทำให้เหตุหย่าสิ้นไป

คำถามที่พบบ่อย

ไม่รักกันแล้ว หรือนิสัยเข้ากันไม่ได้ ใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ไหม

กฎหมายไทยไม่มีเหตุหย่าเพียงเพราะความรู้สึกเปลี่ยนไปหรือนิสัยไม่ตรงกัน ทางที่ตรงที่สุดคือเจรจาจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม แต่หากทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่จนเกิน 3 ปี ก็อาจเข้าอนุมาตรา (4/2) ได้

คู่สมรสเพศเดียวกันฟ้องหย่าด้วยเหตุตามมาตรา 1516 ได้หรือไม่

ได้ ตัวบทปัจจุบันใช้คำว่า "คู่สมรส" จึงใช้กับคู่ที่จดทะเบียนสมรสทุกคู่ และอนุมาตรา (1) กับ (10) ถูกเขียนให้ครอบคลุมการกระทำเพื่อสนองความใคร่ ไม่จำกัดอยู่ที่ถ้อยคำแบบเดิม

ฝ่ายที่ก่อเหตุเองเป็นคนฟ้องหย่าได้ไหม

เหตุเกือบทุกข้อเขียนว่า "อีกฝ่ายหนึ่ง" ฟ้องหย่าได้ ซึ่งหมายถึงฝ่ายที่ได้รับผลจากการกระทำ ไม่ใช่ฝ่ายที่ก่อเหตุ ข้อที่ต่างออกไปชัดเจนคืออนุมาตรา (4/2) เรื่องแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ซึ่งตัวบทเขียนว่า "ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" ฟ้องหย่าได้

ฟ้องหย่าโดยอ้างหลายเหตุพร้อมกันได้หรือไม่

ได้ และคำฟ้องจำนวนมากก็อ้างมากกว่าหนึ่งเหตุ เช่น มีชู้ประกอบกับไม่อุปการะเลี้ยงดู ถ้าเหตุหนึ่งพิสูจน์ไม่ได้ เหตุอื่นยังอาจทำให้ศาลพิพากษาให้หย่าได้

ฟ้องหย่าเพราะเหตุมีชู้ เรียกเงินได้ด้วยไหม

ได้ ถ้าศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามอนุมาตรา (1) ฝ่ายที่ฟ้องมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสและจากผู้เป็นเหตุแห่งการหย่า (มาตรา 1523) ศาลกำหนดจำนวนตามควรแก่พฤติการณ์ (มาตรา 1525) และต้องใช้สิทธิภายใน 1 ปีตามมาตรา 1529 เช่นกัน

ควรเริ่มอย่างไร

ก่อนตัดสินใจฟ้อง ลองเตรียมข้อมูลตามลำดับนี้ เพื่อประเมินว่าเหตุของเราเข้าอนุมาตราใดและยังอยู่ในกำหนดหรือไม่

  1. เขียนลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มมีปัญหา พร้อมวันที่และสถานที่เท่าที่จำได้
  2. แยกว่าแต่ละเหตุการณ์น่าจะเข้าอนุมาตราใด และเริ่มรู้เรื่องเมื่อไร
  3. ทบทวนว่ามีช่วงที่กลับมาคืนดีกัน หรือมีพฤติการณ์ที่อาจถูกมองว่าให้อภัยหรือไม่
  4. รวบรวมหลักฐานที่มีอยู่โดยไม่ละเมิดกฎหมาย แล้วนำไปปรึกษาทนายความคดีครอบครัว

ทนายความจะช่วยประเมินว่าเหตุใดมีน้ำหนักที่สุด และควรขอเรื่องบุตร ทรัพย์สิน หรือค่าทดแทนไปพร้อมกันอย่างไร ไม่มีใครรับประกันผลคดีได้ แต่การวางแผนให้ถูกตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?

ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ