ฟ้องหย่าเพราะแยกกันอยู่เกิน 3 ปีทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) แต่ต้องพิสูจน์ว่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่เพราะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขไม่ได้ และแยกกันจริงต่อเนื่องเกิน 3 ปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเกิน 3 ปี
มาตรา 1516 (4/2) เขียนไว้อย่างไร
ตัวบทกำหนดให้ฟ้องหย่าได้เมื่อคู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสได้โดยปกติสุข ตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี จึงมีสองเส้นทางให้เลือกพิสูจน์
จุดเด่นของเหตุนี้คือตัวบทเขียนว่า "ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้" ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นฝ่ายที่ไม่ได้ทำผิด ต่างจากเหตุส่วนใหญ่ที่ให้เฉพาะฝ่ายที่ได้รับผลจากการกระทำเป็นผู้ฟ้อง และเหตุนี้ไม่อยู่ในรายการที่ต้องฟ้องภายใน 1 ปีตามมาตรา 1529
ฟ้องหย่าเพราะแยกกันอยู่ ต้องพิสูจน์อะไรบ้าง
ในเส้นทางสมัครใจแยกกันอยู่ ผู้ฟ้องควรพิสูจน์ให้ครบทั้งสี่ข้อนี้ ขาดข้อใดข้อหนึ่งศาลอาจยกฟ้องได้
- สมัครใจทั้งสองฝ่าย ทั้งคู่ต้องยอมรับการแยกกันอยู่ ถ้าฝ่ายหนึ่งออกจากบ้านไปเองโดยอีกฝ่ายยังอยากให้กลับ ศาลมักไม่ถือว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่
- แยกเพราะอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขไม่ได้ เหตุของการแยกต้องมาจากความสัมพันธ์ที่ไปต่อไม่ได้ ไม่ใช่แยกเพราะความจำเป็นอื่น เช่น ไปทำงานต่างถิ่น ไปเรียน หรือไปดูแลพ่อแม่
- แยกกันอยู่จริง คือไม่ได้อยู่กินฉันคู่สมรสแล้ว ไม่ใช่เพียงทะเลาะแล้วต่างคนต่างเงียบในบ้านเดียวกัน
- ตลอดมาเกิน 3 ปี ต้องต่อเนื่องและนานกว่าสามปี หากกลับมาอยู่กินกันระหว่างนั้น การนับระยะเวลาอาจถูกโต้แย้งได้
คดีจำนวนไม่น้อยแพ้เพราะข้อแรก ผู้ที่อยากไปเป็นฝ่ายย้ายออก แล้วมาอ้างภายหลังว่าแยกกันอยู่เกินสามปี อ่านตัวอย่างได้ที่ ฟ้องหย่าสามครั้ง แพ้สามครั้ง เมื่อคนที่อยากไปอ้างว่าแยกกันอยู่ และหลักที่ศาลฎีกาใช้ได้ที่ ฟ้องหย่าเพราะสมัครใจแยกกันอยู่ ศาลฎีกาใช้หลักใด
สมัครใจแยกกันอยู่ กับ แยกกันอยู่ตามคำสั่งศาล ต่างกันอย่างไร
ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมรับว่าสมัครใจแยก แต่การอยู่ร่วมกันเป็นอันตรายหรือทำลายความผาสุกอย่างมาก คู่สมรสฝ่ายที่เดือดร้อนอาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ตนอยู่ต่างหากได้ตามมาตรา 1462 และศาลอาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างนั้นด้วย เมื่อแยกตามคำสั่งศาลเกินสามปี ก็เข้าเส้นทางที่สองของอนุมาตรา (4/2)
| ประเด็น | สมัครใจแยกกันอยู่ | แยกกันอยู่ตามคำสั่งศาล |
|---|---|---|
| จุดเริ่มต้น | ทั้งสองฝ่ายยอมรับการแยกเอง | ฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องตามมาตรา 1462 และศาลมีคำสั่ง |
| ต้องให้อีกฝ่ายยอมไหม | ต้องพิสูจน์ว่าสมัครใจทั้งคู่ | ไม่ต้อง ศาลพิจารณาจากเหตุตามมาตรา 1462 |
| หลักฐานหลัก | ข้อความ พยานบุคคล ที่อยู่ที่แยกกันจริง | คำสั่งศาลและวันที่มีคำสั่ง |
| ความเสี่ยงที่พบบ่อย | อีกฝ่ายปฏิเสธว่าไม่เคยสมัครใจ | ต้องรอให้ครบเกินสามปีนับแต่แยกตามคำสั่ง |
| เหมาะกับใคร | คู่ที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับว่าจบแล้ว | ผู้ที่อยู่ร่วมกันต่อแล้วไม่ปลอดภัยหรือทุกข์อย่างมาก |
ใช้หลักฐานอะไรพิสูจน์ว่าแยกกันอยู่จริง
หลักฐานที่ดีควรตอบให้ได้ว่า แยกกันตั้งแต่เมื่อไร เพราะอะไร และทั้งสองฝ่ายยอมรับสภาพนั้นหรือไม่
- ข้อความ อีเมล หรือแชตที่พูดถึงการแยกกันอยู่ หรือที่อีกฝ่ายยอมรับว่าจะไม่กลับมาอยู่ด้วย
- หลักฐานที่อยู่ใหม่ เช่น สัญญาเช่า ใบเสร็จค่าน้ำค่าไฟ การย้ายทะเบียนบ้าน
- พยานบุคคลที่รู้เห็นวันแยกและสภาพหลังจากนั้น เช่น ญาติ เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนสนิท
- หลักฐานว่าระหว่างนั้นไม่ได้ใช้ชีวิตฉันคู่สมรส เช่น ไม่ได้พักด้วยกัน ไม่ได้ไปไหนมาไหนในฐานะคู่
- คำสั่งศาลตามมาตรา 1462 ในกรณีแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาล
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในคดีแยกกันอยู่
- ย้ายออกเองฝ่ายเดียวแล้วอ้างว่าสมัครใจแยก ถ้าอีกฝ่ายยังตามให้กลับ ตามเหตุนี้มักไม่สำเร็จ ส่วนฝ่ายที่ถูกทิ้งอาจเป็นผู้มีสิทธิฟ้องด้วยเหตุละทิ้งร้างแทน
- แยกกันเพราะงานแต่ยังเป็นครอบครัวกันตามปกติ ยังส่งเงิน ไปมาหาสู่ และวางแผนชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่การแยกเพราะอยู่ร่วมกันไม่ได้
- นับเวลาไม่ครบหรือนับผิดจุดเริ่ม โดยเฉพาะเมื่อมีช่วงกลับมาอยู่ด้วยกันชั่วคราว
- เข้าใจว่าครบสามปีแล้วหย่ากันเอง ความจริงยังเป็นคู่สมรสจนกว่าจะจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุด
- ไม่ขอเรื่องบุตรและทรัพย์สินไปในคดีเดียวกัน ทำให้ต้องเสียเวลาฟ้องใหม่ภายหลัง
สำหรับผู้ที่ถูกฟ้องด้วยเหตุนี้ ดูประเด็นที่ใช้ต่อสู้ได้ที่ ถูกฟ้องหย่าแยกกันอยู่เกินสามปี จุดสู้คดีมีอะไรบ้าง
คำถามที่พบบ่อย
แยกกันอยู่ครบ 3 ปีแล้ว ถือว่าหย่ากันอัตโนมัติไหม
ไม่ การหย่าทำได้สองทางเท่านั้น คือจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม หรือได้คำพิพากษาของศาล (มาตรา 1514) การแยกกันอยู่นานเพียงใดก็ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดเอง เพียงแต่ทำให้มีเหตุฟ้องหย่า
ยังติดต่อกันเรื่องลูก ถือว่ายังไม่ได้แยกกันอยู่หรือเปล่า
การติดต่อเพื่อดูแลบุตร รับส่งลูก หรือคุยเรื่องค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปไม่ได้แปลว่ากลับมาอยู่กินฉันคู่สมรส แต่ศาลดูพฤติการณ์รวม ถ้ามีการค้างคืนหรือใช้ชีวิตแบบคู่สมรสเป็นช่วง ๆ อีกฝ่ายอาจใช้เป็นข้อโต้แย้งได้
อยู่บ้านหลังเดียวกันแต่แยกห้อง นับเป็นแยกกันอยู่ได้ไหม
พิสูจน์ได้ยากกว่าการแยกที่อยู่กันจริงมาก เพราะต้องแสดงให้เห็นว่าไม่ได้อยู่กินฉันคู่สมรสแล้วจริง ๆ ศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ถ้าเป็นไปได้ควรปรึกษาทนายก่อนใช้เหตุนี้
เหตุแยกกันอยู่มีกำหนดต้องฟ้องภายใน 1 ปีเหมือนเหตุมีชู้ไหม
ไม่มี มาตรา 1529 กำหนดระยะ 1 ปีไว้เฉพาะเหตุตามอนุมาตรา (1) (2) (3) และ (6) ตราบใดที่สภาพการแยกกันอยู่ยังเป็นอยู่ ก็ยังใช้เหตุนี้ฟ้องได้
ถ้าอีกฝ่ายอ้างว่าไม่เคยสมัครใจแยกกันอยู่ จะทำอย่างไร
ต้องอาศัยหลักฐานแวดล้อม เช่น ข้อความที่อีกฝ่ายยอมรับการแยก การที่ไม่มีใครพยายามคืนดีตลอดหลายปี หรือการที่ต่างฝ่ายต่างมีที่อยู่และชีวิตของตนเอง ทนายจะช่วยประเมินว่าควรอ้างเหตุอื่นประกอบด้วยหรือไม่
ควรเริ่มอย่างไร
เริ่มจากทบทวนวันแรกที่แยกกันจริง และเหตุผลที่แยก แล้วรวบรวมหลักฐานที่แสดงว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับสภาพนั้น ถ้าอีกฝ่ายยังไม่ยอมรับ หรือการอยู่ร่วมกันไม่ปลอดภัย ให้พิจารณาเส้นทางขอคำสั่งศาลให้แยกกันอยู่ หรือเหตุหย่าอื่นที่ตรงกับข้อเท็จจริงมากกว่า
การปรึกษาทนายความคดีครอบครัวก่อนยื่นฟ้องช่วยเลือกเหตุที่มีน้ำหนักที่สุด และวางแผนเรื่องบุตรกับทรัพย์สินไปพร้อมกัน ซึ่งสำคัญกว่าการรีบยื่นฟ้องทันทีที่ครบสามปี
มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?
ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ
