จดทะเบียนรับรองบุตร มารดาเสียชีวิต พ่อต้องร้องขอต่อศาลอย่างไร

เมื่อมารดาเสียชีวิต พ่อจะไปจดทะเบียนรับรองบุตรที่อำเภอทันทีไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 ต้องมีความยินยอมของเด็กและมารดา เมื่อมารดาให้ความยินยอมไม่ได้ การจดทะเบียนต้องมีคำพิพากษาของศาล พ่อจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวก่อน

แม่เสียชีวิตแล้ว ทำไมพ่อต้องไปศาล

มาตรา 1548 วรรคแรกให้ บิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้เมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก และวรรคท้ายกำหนดว่า ถ้าเด็กหรือมารดาคัดค้าน ไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนต้องมีคำพิพากษาของศาล

มารดาที่เสียชีวิตแล้วย่อมให้ความยินยอมไม่ได้ และถ้าเด็กยังเล็กมาก เด็กก็อาจให้ความยินยอมไม่ได้เช่นกัน คู่มือของกรมการปกครองจึงกำหนดให้ใช้คำสั่งศาลและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดแทนความยินยอมในกรณีนี้

ช่องทางที่ทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพ่อมีสามทาง ตามมาตรา 1547 คือ พ่อแม่สมรสกันภายหลัง พ่อจดทะเบียนรับรอง หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร เมื่อแม่เสียชีวิต ทางแรกปิดไปแล้ว เหลือทางศาลเป็นหลัก

ร้องขอรับรองบุตรต่อศาล มีขั้นตอนอย่างไร

ถ้าไม่มีใครโต้แย้ง เรื่องนี้ยื่นเป็น คำร้องขอในคดีไม่มีข้อพิพาท ต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (2) คำร้องขอยื่นต่อศาลที่มูลคดีเกิดหรือศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาได้

  1. รวบรวมเอกสารและพยานที่แสดงว่าผู้ร้องเป็นบิดาของเด็ก
  2. ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีเขตอำนาจ
  3. ศาลนัดไต่สวน ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสิงห์บุรีเผยแพร่ว่ามักนัดไม่น้อยกว่า 45 วันนับแต่ยื่น
  4. ศาลอาจให้นำเด็กไปพบเจ้าหน้าที่สถานพินิจเพื่อสืบเสาะข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา
  5. ไต่สวนพยาน ผู้ร้องเบิกความ พร้อมพยานบุคคลและพยานเอกสาร
  6. ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษา แล้วขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด
  7. นำเอกสารจากศาลไปจดทะเบียนรับรองบุตรที่สำนักทะเบียน

ศาลเดียวกันเผยแพร่ว่าคดีรับรองบุตรทางศาลโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 60 วัน กรณีที่มีผู้คัดค้านหรือต้องตรวจดีเอ็นเอจะนานกว่านี้

ส่วนการยื่นทางออนไลน์ ระบบ e-Filing รุ่นใหม่ที่เปิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ระยะแรกรับคดีรับรองบุตรที่มารดาให้ความยินยอม กรณีมารดาเสียชีวิตจึงควรสอบถามศาลก่อนว่าใช้ช่องทางใด

ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง

หัวใจของคดีคือ หลักฐานว่าผู้ร้องเป็นพ่อของเด็กจริง และการรับรองบุตรเป็นประโยชน์ต่อเด็ก เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่

  • บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ร้อง
  • สูติบัตรของเด็ก โดยเฉพาะถ้าระบุชื่อผู้ร้องเป็นบิดา
  • มรณบัตรของมารดา
  • หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องกับมารดา เช่น รูปถ่าย ข้อความ การอยู่กินด้วยกัน
  • หลักฐานว่าผู้ร้องเลี้ยงดูเด็กมา เช่น ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล การโอนเงิน
  • ผลตรวจดีเอ็นเอ ถ้ามี หรือความพร้อมตรวจเมื่อศาลสั่ง
  • ข้อมูลผู้ที่ดูแลเด็กอยู่ในปัจจุบัน และรายชื่อญาติฝั่งมารดา

อ่านเรื่องค่าตรวจดีเอ็นเอในคดีรับรองบุตรได้ที่ ในคดีฟ้องให้รับรองบุตร ใครเป็นผู้มีหน้าที่จ่ายค่าตรวจดีเอ็นเอ

ถ้าญาติฝั่งแม่คัดค้าน จะเกิดอะไรขึ้น

คดีจะเปลี่ยนจากคำร้องธรรมดาเป็น คดีที่มีข้อพิพาท ตามมาตรา 188 (4) ซึ่งให้ถือว่าผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีเป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีตามวิธีพิจารณาคดีมีข้อพิพาท

ญาติฝั่งแม่ เช่น ตายายที่เลี้ยงเด็กมาตลอด มักคัดค้านด้วยเหตุผลสองแบบ แบบแรกคือสงสัยว่าผู้ร้องไม่ใช่พ่อ แบบที่สองคือกังวลว่าเมื่อรับรองแล้ว พ่อจะพาเด็กไปจากคนที่เลี้ยงมา

ประเด็นที่ญาติคัดค้านสิ่งที่ศาลมักดูสิ่งที่พ่อควรเตรียม
ไม่ใช่พ่อที่แท้จริงพยานหลักฐานความเป็นบิดาผลดีเอ็นเอ สูติบัตร หลักฐานความสัมพันธ์กับแม่
ไม่เคยเลี้ยงดูเด็กความสัมพันธ์และการดูแลที่ผ่านมาหลักฐานค่าใช้จ่าย การเยี่ยม การติดต่อ
กลัวเด็กถูกแยกจากผู้เลี้ยงความผาสุกและประโยชน์ของเด็กแผนการดูแลที่ให้เด็กยังพบญาติฝั่งแม่ได้

ในทางปฏิบัติ หลายคดีจบได้ด้วยการตกลงกันว่าเด็กจะอยู่ที่ไหนต่อ และญาติฝั่งแม่จะพบเด็กอย่างไร การคุยเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนยื่นคำร้องมักลดการคัดค้านได้มาก

อย่ารอให้มีเหตุเร่งด่วนก่อนค่อยยื่นคำร้อง เช่น ต้องทำหนังสือเดินทางหรือเซ็นเอกสารโรงเรียน เพราะถ้ามีญาติคัดค้าน คดีจะกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทและใช้เวลานานขึ้นมาก

เมื่อศาลพิพากษาแล้ว ต้องทำอะไรต่อ และมีผลอย่างไร

ให้นำ คำสั่งศาลและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนและพยานบุคคล 2 คน ไปจดทะเบียนรับรองบุตรที่สำนักทะเบียนอำเภอ เขต หรือสถานทูตไทยแห่งใดก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนา จดในสำนักทะเบียนไม่เสียค่าธรรมเนียม

  • ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด ตามมาตรา 1557 แต่ยกขึ้นเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตก่อนหน้านั้นไม่ได้
  • เมื่อมารดาตาย อำนาจปกครองอยู่กับบิดาที่ยังมีชีวิต ตามมาตรา 1566 (1)
  • เด็กยังเป็นทายาทโดยธรรมในมรดกของมารดาเหมือนเดิม และเป็นผู้สืบสันดานของบิดาตามมาตรา 1629 (1)
  • เมื่อทำหนังสือเดินทางให้เด็ก คู่มือกรมการกงสุลให้บิดาหรือมารดาที่ยังมีชีวิตลงนามยินยอม โดยแสดงบัตรประชาชนและมรณบัตรของอีกฝ่าย

อ่านข้อแตกต่างระหว่างการยื่นเป็นคำร้องกับคำฟ้องได้ที่ การขอให้รับรองบุตรในคดีครอบครัว ต้องทำเป็นคำร้องหรือคำฟ้อง

คำถามที่พบบ่อย

ลูกโตแล้ว ยังต้องไปศาลไหม

ยังต้องไป เพราะมาตรา 1548 ต้องได้ความยินยอมของทั้งเด็กและมารดา แม้เด็กโตพอจะให้ความยินยอมเองได้ แต่มารดาให้ความยินยอมไม่ได้แล้ว การจดทะเบียนจึงต้องมีคำพิพากษาของศาล ความเห็นของเด็กที่โตแล้วจะมีน้ำหนักมากในการพิจารณา

ตายายที่เลี้ยงหลาน ขอเป็นผู้ปกครองแทนพ่อได้ไหม

ญาติที่เลี้ยงเด็กอาจร้องขอต่อศาลในเรื่องผู้ปกครองหรืออำนาจปกครองได้ ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเด็ก ศาลจะชั่งน้ำหนักจากความผาสุกของเด็กเป็นสำคัญ ไม่ใช่ดูเพียงว่าใครเป็นพ่อ ควรปรึกษาทนายจากข้อเท็จจริงของครอบครัวนั้น

ไม่มีชื่อพ่อในสูติบัตร ยื่นคำร้องได้ไหม

ได้ แต่ภาระพิสูจน์หนักขึ้น ควรเตรียมหลักฐานความสัมพันธ์กับมารดาและการเลี้ยงดูเด็กให้มาก และพร้อมตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งมักเป็นหลักฐานที่ชี้ขาดในคดีลักษณะนี้

รับรองบุตรแล้ว ต้องเปลี่ยนนามสกุลลูกไหม

การเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของบิดามีขั้นตอนทางทะเบียนของตนเอง ควรสอบถามนายทะเบียนในวันที่ไปจดทะเบียนรับรองบุตรว่าต้องยื่นคำขอและเอกสารใดเพิ่ม เพื่อทำให้เสร็จในคราวเดียว

ควรเริ่มอย่างไร

เริ่มจากรวบรวมสูติบัตร มรณบัตรของแม่ และหลักฐานการเลี้ยงดูเด็กให้ครบ แล้วคุยกับญาติฝั่งแม่ที่ดูแลเด็กอยู่ว่าการรับรองบุตรจะเปลี่ยนอะไรบ้างในชีวิตเด็ก การคุยก่อนช่วยให้คดีไม่กลายเป็นข้อพิพาท

จากนั้นปรึกษาทนายความคดีครอบครัวเพื่อเลือกศาลที่ถูกต้อง เตรียมพยาน และประเมินว่าควรตรวจดีเอ็นเอไว้ก่อนหรือไม่ อ่านหลักเกณฑ์จากคำพิพากษาเพิ่มเติมได้ที่ วิธีการ ระยะเวลา อายุ และการฟ้องคดีในการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร

มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?

ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ