ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียนสมรส และพ่อยังไม่ได้รับรองบุตร กฎหมายไม่มีบทบัญญัติที่ให้แม่เรียกค่าฝากครรภ์และค่าคลอดจากพ่อเด็กได้โดยเฉพาะ ทางที่ใช้ได้จริงคือทำข้อตกลงเป็นหนังสือตั้งแต่ตั้งครรภ์ และหลังคลอดฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรพร้อมเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
ค่าฝากครรภ์ ค่าคลอด เรียกจากพ่อเด็กได้ไหม
คำตอบขึ้นกับ สถานะทางกฎหมาย ของพ่อแม่ ณ เวลานั้น ไม่ได้ขึ้นกับว่าคบกันมานานแค่ไหน หรืออยู่ด้วยกันหรือไม่
| สถานะ | ระหว่างตั้งครรภ์ | หลังคลอด |
|---|---|---|
| จดทะเบียนสมรสแล้ว | เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสได้ ตามมาตรา 1461 และ 1598/38 | เด็กสันนิษฐานว่าเป็นบุตรของคู่สมรสที่เป็นชาย (มาตรา 1536) เรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้ |
| ไม่ได้จดทะเบียน แต่พ่อพร้อมรับผิดชอบ | ทำข้อตกลงเป็นหนังสือว่าจะช่วยค่าใช้จ่าย | จดทะเบียนรับรองบุตร หรือร้องขอต่อศาลถ้าเด็กยังให้ความยินยอมไม่ได้ |
| ไม่ได้จดทะเบียน และพ่อปฏิเสธ | เก็บหลักฐานไว้ให้มากที่สุด | ฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตร พร้อมเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู |
สำหรับคู่ที่จดทะเบียนสมรส ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 กำหนดให้คู่สมรสต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ ถ้าอีกฝ่ายไม่ช่วย มาตรา 1598/38 ให้เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ซึ่งศาลจะดูความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์ประกอบกัน
ทำไมคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เรียกระหว่างท้องไม่ได้โดยตรง
เพราะตามมาตรา 1546 เด็กที่เกิดจากหญิงซึ่งไม่ได้สมรสกับชาย เป็น บุตรชอบด้วยกฎหมายของแม่ ฝ่ายเดียว หน้าที่ของพ่อตามกฎหมายเกิดขึ้นเมื่อเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพ่อตามมาตรา 1547 คือ พ่อแม่สมรสกันภายหลัง พ่อจดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร
อีกเหตุหนึ่งคือ มาตรา 15 กำหนดว่าสภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก ทารกในครรภ์มีสิทธิได้ก็ต่อเมื่อคลอดออกมาแล้วอยู่รอด การฟ้องในนามของเด็กจึงทำได้หลังคลอด
ระหว่างนี้แม่และพ่อเด็กจึงมีความสัมพันธ์กันแบบคนทั่วไป ถ้าพ่อเด็กสัญญาว่าจะออกค่าใช้จ่าย และทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อไว้ แม่อาจฟ้องให้ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นได้ตามหลักสัญญาทั่วไป
ระหว่างตั้งครรภ์ ควรทำอะไรบ้าง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ เก็บหลักฐาน ไว้ตั้งแต่วันนี้ เพราะหลักฐานช่วงนี้มักหายง่ายและหาย้อนหลังไม่ได้
- แชต ข้อความ หรือโพสต์ที่พ่อเด็กพูดถึงการตั้งครรภ์หรือยอมรับว่าเป็นลูกของตน
- หลักฐานว่าอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผย เช่น ภาพถ่าย ที่พักร่วมกัน คนที่รู้เห็น
- ใบนัดฝากครรภ์ ใบเสร็จค่าตรวจ ค่ายา และค่าคลอด เก็บตัวจริงทุกใบ
- สลิปโอนเงินที่พ่อเด็กเคยช่วยออกค่าใช้จ่าย
- ข้อตกลงเป็นหนังสือ ถ้าพ่อเด็กยอมตกลงเรื่องค่าใช้จ่าย
หลักฐานเหล่านี้สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานในมาตรา 1555 เช่น มีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กเป็นบุตรของตน หรือบิดามารดาอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ได้ ซึ่งจะใช้ในคดีหลังคลอด
เรื่องค่ารักษาระหว่างตั้งครรภ์ ควรตรวจสอบสิทธิของตัวเองด้วย เช่น สิทธิประกันสังคมกรณีคลอดบุตร หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กับหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง เพื่อลดภาระก่อนรอผลทางกฎหมาย
หลังคลอด ต้องทำอะไรต่อเพื่อเรียกค่าใช้จ่ายจากพ่อเด็ก
หลังคลอด เส้นทางจะชัดขึ้น เพราะเด็กมีสภาพบุคคลแล้ว และ มีสิทธิของตัวเอง ที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดู
- แจ้งเกิดให้เรียบร้อย ถ้าพ่อเด็กเป็นผู้แจ้งเกิดหรือรู้เห็นยินยอมให้ระบุชื่อตน จะเป็นข้อสันนิษฐานความเป็นบิดาตามมาตรา 1555 (4)
- ถ้าพ่อเด็กยอมรับ ให้ดำเนินการรับรองบุตร ซึ่งมาตรา 1548 ต้องได้ความยินยอมของทั้งแม่และเด็ก เด็กแรกเกิดให้ความยินยอมเองไม่ได้ จึงต้องมีคำพิพากษาของศาลก่อนไปจดทะเบียน
- ถ้าพ่อเด็กปฏิเสธ แม่ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรแทนเด็กที่อายุยังไม่ครบ 15 ปี ได้ตามมาตรา 1556
- ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมไปในคดีเดียวกัน และแนบใบเสร็จค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
- ถ้ามีข้อโต้แย้งเรื่องความเป็นพ่อ ศาลอาจให้ตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม
คำถามว่าฟ้องรับรองบุตรกับค่าเลี้ยงดูเป็นคดีเดียวกันได้หรือไม่ อ่านต่อได้ที่ คดีฟ้องให้รับรองบุตร และฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้หรือไม่
ค่าคลอดที่จ่ายไปแล้ว ขอคืนในคดีได้ไหม
ทำได้ในแง่การยื่นคำขอ แต่ ศาลจะให้หรือไม่ขึ้นกับข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานของแต่ละคดี ไม่มีหลักประกันว่าจะได้คืนเต็มจำนวน
ในทางปฏิบัติ ทนายมักรวมค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เกี่ยวกับการคลอดและการเลี้ยงดูเด็กไว้ในคำขอ พร้อมใบเสร็จ ส่วนเรื่องค่าเลี้ยงดูย้อนหลังไปถึงวันเกิด มีแนวคำพิพากษาที่ควรศึกษาประกอบ ดู บุตรที่เกิดโดยบิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีสิทธิฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังไปถึงวันที่เกิดหรือไม่
ถ้าพ่อเด็กเคยลงลายมือชื่อในข้อตกลงว่าจะจ่ายค่าฝากครรภ์และค่าคลอด ข้อตกลงนั้นเป็นหลักฐานที่แข็งแรงที่สุด และอาจฟ้องบังคับตามข้อตกลงได้อีกทางหนึ่ง
อย่าเซ็นเอกสารว่า "รับเงินก้อนนี้แล้วจะไม่เรียกร้องอะไรอีก" แทนลูก มาตรา 1598/41 กำหนดว่าสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจะสละหรือโอนไม่ได้ สิทธินี้เป็นของเด็ก และการเซ็นแบบนี้มักสร้างข้อพิพาทมากกว่าแก้ปัญหา
ค่าเลี้ยงดูบุตรหลังคลอด ศาลคิดอย่างไร
ไม่มีสูตรตายตัว ศาลดู ความสามารถของพ่อเด็ก ฐานะของเด็ก และพฤติการณ์ตามมาตรา 1598/38 ส่วนหน้าที่เลี้ยงดูบุตรเป็นของทั้งพ่อและแม่ตามมาตรา 1564 จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ
หลักฐานรายได้ของพ่อเด็ก เช่น สถานที่ทำงาน ตำแหน่ง หรือกิจการที่ทำ ช่วยให้ศาลกำหนดจำนวนได้สมจริง อ่านวิธีคิดเพิ่มเติมได้ที่ ค่าเลี้ยงดูบุตรต่อเดือนเท่าไร ศาลคิดจากอะไร
คำถามที่พบบ่อย
ฟ้องพ่อเด็กตั้งแต่ตอนท้องได้ไหม
ในนามของเด็กยังทำไม่ได้ เพราะสภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอด ระหว่างตั้งครรภ์จึงควรใช้เวลาเก็บหลักฐานและพยายามทำข้อตกลงเป็นหนังสือ ส่วนคู่ที่จดทะเบียนสมรสแล้ว ภรรยาเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสได้
พ่อเด็กมีครอบครัวอยู่แล้ว ลูกยังมีสิทธิไหม
สถานะการสมรสของพ่อเด็กไม่ทำให้เด็กเสียสิทธิที่จะฟ้องขอให้รับเป็นบุตร หรือเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลพิจารณาจากความเป็นพ่อลูกตามพยานหลักฐาน แต่ควรระวังเรื่องการติดต่อกับครอบครัวของเขา เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทอื่นตามมา
พ่อเด็กไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ ทำอย่างไร
ศาลไม่ได้ตัดสินจากผลดีเอ็นเออย่างเดียว ข้อสันนิษฐานในมาตรา 1555 เช่น การอยู่กินกันอย่างเปิดเผย หรือเอกสารที่พ่อยอมรับว่าเป็นลูก ก็เป็นพยานสำคัญ จึงควรเก็บหลักฐานเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ตั้งครรภ์
ไม่รู้ที่อยู่ปัจจุบันของพ่อเด็ก ฟ้องได้ไหม
ฟ้องได้ แต่ต้องมีข้อมูลเพียงพอให้ศาลส่งหมายได้ เช่น ชื่อนามสกุลเต็ม ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน หรือที่ทำงาน ยิ่งข้อมูลครบ คดียิ่งเดินเร็ว
ควรเริ่มอย่างไร
เริ่มจากทำแฟ้มเดียวที่รวมใบเสร็จทุกใบ แชตที่สำคัญ และข้อมูลตัวตนของพ่อเด็ก แล้วลองเสนอทำข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นหนังสือก่อนคลอด
ถ้าพ่อเด็กไม่ให้ความร่วมมือ การปรึกษาทนายความด้านครอบครัวตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ช่วยให้เตรียมคดีรับรองบุตรและค่าเลี้ยงดูได้ทันทีหลังคลอด โดยไม่เสียหลักฐานสำคัญไประหว่างทาง
มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?
ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ
