ลูกเลือกอยู่กับพ่อหรือแม่ได้ไหม ศาลฟังเสียงเด็กแค่ไหน

ลูกเลือกเองตามกฎหมายไม่ได้ เมื่อพ่อแม่ตกลงกันไม่ได้ ศาลเป็นผู้ชี้ขาดว่าใครใช้อำนาจปกครอง โดยยึดความผาสุกและประโยชน์ของบุตร แต่ความเห็นของลูกเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลรับฟัง และยิ่งลูกโตจนให้เหตุผลได้ น้ำหนักก็ยิ่งมาก

ลูกเลือกอยู่กับพ่อหรือแม่ได้ไหมตามกฎหมาย

ไม่มีบทบัญญัติที่ให้ ลูกเป็นผู้ตัดสินเอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วางหลักว่า ถ้าหย่าโดยความยินยอม ให้พ่อแม่ทำความตกลงเป็นหนังสือว่าใครใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้ศาลชี้ขาด

ถ้าหย่าโดยคำพิพากษา ศาลที่พิจารณาคดีหย่าเป็นผู้ชี้ขาดเรื่องอำนาจปกครองด้วย โดยต้องคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ

ความต้องการของลูกจึงไม่ใช่ "สิทธิเลือก" แต่เป็น ข้อมูลชิ้นสำคัญ ที่พ่อแม่ควรใช้ตอนตกลงกัน และที่ศาลใช้ประกอบการชี้ขาด

ศาลฟังความเห็นเด็กตั้งแต่อายุเท่าไร

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ได้กำหนดอายุขั้นต่ำ สำหรับการรับฟังความเห็นของเด็กในเรื่องอำนาจปกครอง

ตัวเลขอายุ 15 ปีที่หลายคนได้ยิน มาจากเรื่องการรับบุตรบุญธรรม ตามมาตรา 1598/20 ซึ่งให้ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมที่อายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีให้ความยินยอมด้วย ไม่ใช่กติกาเรื่องเลือกอยู่กับพ่อหรือแม่

หลักที่ใช้ได้จริงมาจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 12 ซึ่งไทยเป็นภาคี คือเด็กที่สามารถมีความคิดเห็นของตนเอง ต้องได้แสดงความเห็นในเรื่องที่กระทบตน และความเห็นนั้นต้องได้รับน้ำหนักตามอายุและวุฒิภาวะ รวมถึงต้องมีโอกาสถูกรับฟังในกระบวนการทางศาล

ในศาลไทย ช่องทางสำคัญคือ รายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 167 ให้ศาลแจ้งผู้อำนวยการสถานพินิจ เพื่อทำรายงานเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครอบครัว สวัสดิภาพ ความประสงค์ หรือประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ แล้วเสนอความเห็นต่อศาล คำว่า "ความประสงค์" ในตัวบทนี้เองคือช่องที่ความต้องการของเด็กถูกบันทึกไว้

ศาลต้องแจ้งความเห็นนั้นให้คู่ความทราบ และคู่ความมีสิทธิแถลงค้านหรือนำสืบหักล้างได้ ขั้นตอนนี้จึงเป็นจุดที่เสียงของเด็กเข้าสู่สำนวนอย่างเป็นระบบ

ความเห็นของลูกมีน้ำหนักแค่ไหน

มีน้ำหนัก แต่ ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ศาลชั่งความเห็นของเด็กร่วมกับข้อเท็จจริงอื่นทั้งหมด เพื่อหาว่าการอยู่กับใครดีต่อเด็กที่สุดในระยะยาว

เรื่องที่มักถูกนำมาพิจารณาตัวอย่างข้อเท็จจริง
ความผูกพันและผู้ดูแลหลักที่ผ่านมาใครรับส่งโรงเรียน ดูแลยามป่วย และอยู่กับเด็กในชีวิตประจำวัน
ความมั่นคงของชีวิตเด็กที่อยู่ โรงเรียน เพื่อน และการไม่ต้องย้ายไปมาบ่อย
ความพร้อมของพ่อหรือแม่เวลา สุขภาพ รายได้ และคนช่วยดูแลในบ้าน
ความปลอดภัยประวัติความรุนแรง การใช้สารเสพติด หรือพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อเด็ก
ความเห็นของเด็กสิ่งที่เด็กต้องการ และเหตุผลที่เด็กให้ ซึ่งยิ่งเด็กโตยิ่งชัด
ท่าทีต่ออีกฝ่ายพ่อหรือแม่คนนั้นสนับสนุนให้เด็กได้พบอีกฝ่ายหรือไม่

เหตุผลของเด็กสำคัญกว่าคำตอบ ถ้าเด็กอยากอยู่กับฝ่ายหนึ่งเพราะรู้สึกปลอดภัยและได้รับการดูแล ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าการเลือกเพราะอีกฝ่ายไม่มีกฎในบ้าน หรือเพราะถูกสัญญาว่าจะได้ของขวัญ

หลักที่ศาลใช้ชี้ขาดว่าให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกันหรือคนเดียว อ่านเพิ่มได้ที่ อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า ร่วมกันหรือคนเดียว ศาลชี้จากอะไร

ทำไมไม่ควรกดดันลูกให้เลือก

เพราะการบังคับให้เลือก ทำให้เด็กรู้สึกว่าต้องทรยศพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นภาระทางใจที่เด็กไม่ควรต้องแบก และมักส่งผลต่อเด็กนานกว่าตัวคดี

ในทางคดี การชี้นำลูกก็มักย้อนกลับมาทำร้ายฝ่ายที่ทำเอง เจ้าหน้าที่ที่สอบถามเด็กมีประสบการณ์แยกคำพูดที่ถูกสอนมาออกจากความรู้สึกจริง และพฤติกรรมกดดันเด็กอาจถูกมองว่าไม่คำนึงถึงประโยชน์ของบุตร

  • อย่าถามลูกตรง ๆ ว่า "จะอยู่กับพ่อหรือแม่"
  • อย่าให้ลูกเป็นคนส่งข้อความหรือรับเรื่องระหว่างพ่อแม่
  • อย่าพูดถึงอีกฝ่ายในทางเสียหายต่อหน้าลูก หรือเล่าเรื่องคดีให้ลูกฟัง
  • บอกลูกว่าผู้ใหญ่จะเป็นคนตัดสินใจ และลูกไม่ได้เป็นต้นเหตุของการหย่า
  • ปล่อยให้ลูกเล่าความรู้สึกกับเจ้าหน้าที่ได้อย่างอิสระ โดยไม่ซักซ้อมคำตอบ
ลูกควรได้รับการรับฟัง แต่ไม่ควรถูกทำให้เป็นผู้ตัดสิน ถ้าคุณอยากให้ศาลเห็นว่าคุณเหมาะจะดูแลลูก วิธีที่ดีที่สุดคือแสดงให้เห็นว่าคุณปกป้องลูกจากความขัดแย้ง ไม่ใช่ดึงลูกเข้ามาในความขัดแย้ง

ถ้าลูกเปลี่ยนใจภายหลัง เปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองได้ไหม

เปลี่ยนได้ ถ้าเข้าเงื่อนไขของ มาตรา 1521 คือผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลอาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้ โดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ

การที่ลูกโตขึ้นและมีความต้องการชัดเจนขึ้น อาจเป็นส่วนหนึ่งของพฤติการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่ต้องมีข้อเท็จจริงอื่นประกอบ เหตุที่ศาลเคยใช้เปลี่ยนหรือถอนอำนาจปกครองรวบรวมไว้ที่ เหตุใดบ้าง ที่ศาลใช้เปลี่ยนแปลงหรือถอนอำนาจปกครองบุตร ตามคำพิพากษาศาลฎีกา

คำถามที่พบบ่อย

ลูกอายุ 15 ปีขึ้นไป เลือกเองได้เลยไหม

ไม่ได้โดยอัตโนมัติ อายุ 15 ปีเป็นเกณฑ์ความยินยอมในเรื่องรับบุตรบุญธรรม ไม่ใช่เรื่องอำนาจปกครองหลังหย่า แต่เด็กวัยนี้มักให้เหตุผลได้ชัด ความเห็นจึงมักมีน้ำหนักมากในการพิจารณา

ลูกต้องขึ้นเบิกความต่อหน้าพ่อแม่ในห้องพิจารณาไหม

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องให้เด็กมาเป็นพยานฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ช่องทางหลักคือเจ้าหน้าที่ของสถานพินิจสอบข้อเท็จจริงและรายงานต่อศาลตามมาตรา 167 พ่อแม่ไม่ควรพาลูกมาเป็นพยานเพื่อเอาชนะอีกฝ่าย

ตกลงกันเองโดยให้ลูกมีส่วนตัดสินใจได้ไหม

ได้ ในการหย่าโดยความยินยอม พ่อแม่ต้องตกลงเป็นหนังสือว่าใครใช้อำนาจปกครอง และควรนำความต้องการของลูกมาพิจารณาด้วย แต่ควรรับฟังลูกแบบไม่กดดัน และเขียนเรื่องการพบลูกของอีกฝ่ายไว้ให้ชัด รายการที่ควรมีในข้อตกลงดูได้ที่ หย่าโดยความยินยอม ข้อตกลงหย่าควรเขียนเรื่องอะไรให้ครบ

ลูกไม่อยากไปหาอีกฝ่าย ต้องบังคับไหม

มาตรา 1584/1 ให้พ่อหรือแม่มีสิทธิติดต่อกับบุตรได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่าใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ควรหาสาเหตุที่ลูกไม่อยากไป ถ้ามีเรื่องความปลอดภัยให้ปรึกษาทนายหรือเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ควรใช้ความไม่อยากของลูกเป็นเหตุตัดการพบโดยลำพัง

ควรเริ่มอย่างไร

ก่อนคิดว่าลูกจะเลือกใคร ให้คิดว่าลูกต้องการอะไรเพื่อเติบโตอย่างมั่นคง

  1. จดข้อเท็จจริงว่าใครดูแลลูกเรื่องอะไรบ้างในชีวิตประจำวัน
  2. วางแผนที่อยู่ โรงเรียน และคนช่วยดูแลหลังหย่าให้เป็นรูปธรรม
  3. รับฟังลูกอย่างไม่ชี้นำ และอย่าให้ลูกรับรู้รายละเอียดคดี
  4. ลองไกล่เกลี่ยเรื่องอำนาจปกครองและการพบลูกก่อนสู้คดีเต็มรูปแบบ
  5. ปรึกษาทนายความครอบครัวเพื่อเตรียมพยานหลักฐานที่สะท้อนประโยชน์ของลูกจริง

เมื่อพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายเห็นลูกเป็นศูนย์กลาง ข้อตกลงมักเกิดได้เร็ว และลูกก็ไม่ต้องรู้สึกว่าต้องเลือกข้าง

มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?

ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ