ขอเพิ่มค่าเลี้ยงดูบุตร ต้องใช้อะไรบ้าง ยื่นที่ไหน มีผลเมื่อไร

ขอเพิ่มค่าเลี้ยงดูบุตรได้ เมื่อพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของฝ่ายใดเปลี่ยนไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 เช่น ลูกโตขึ้น ค่าเทอมสูงขึ้น หรือผู้จ่ายมีรายได้มากขึ้น ถ้าเดิมศาลเป็นผู้สั่ง ให้ยื่นคำร้องในคดีเดิม ถ้าเดิมตกลงกันเอง ให้ฟ้องเป็นคดีใหม่

ขอเพิ่มค่าเลี้ยงดูบุตรได้เมื่อไร

ขอได้เมื่อ พฤติการณ์เปลี่ยนไปจากตอนที่กำหนดจำนวนเดิม มาตรา 1598/39 ให้ศาลแก้ไขเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ โดยเพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้

ความเปลี่ยนแปลงที่มักใช้เป็นเหตุขอเพิ่ม ได้แก่

  • ลูกขึ้นชั้นเรียนใหม่ ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษ หรือค่าเดินทางสูงขึ้น
  • ลูกเจ็บป่วยเรื้อรังหรือต้องรักษาต่อเนื่อง
  • ผู้จ่ายได้เลื่อนตำแหน่ง ธุรกิจเติบโต หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นชัดเจน
  • ฝ่ายที่เลี้ยงลูกรายได้ลดลงจนรับภาระส่วนของตนไม่ไหว
  • จำนวนเดิมกำหนดไว้นานแล้วจนไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง

สิ่งที่ศาลใช้ชั่งน้ำหนักยังเป็นหลักเดียวกับตอนกำหนดครั้งแรกตามมาตรา 1598/38 คือความสามารถของผู้จ่าย ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี ดูหลักนี้ได้ที่ ค่าเลี้ยงดูบุตรต่อเดือนเท่าไร ศาลคิดจากอะไร

ตกลงไว้ในบันทึกหย่าแล้ว ขอเพิ่มได้ไหม

ขอได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักว่า แม้จำนวนเดิมจะมาจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ถ้าต่อมาพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะเปลี่ยนไป ศาลก็มีอำนาจแก้ไขได้

อีกเหตุผลหนึ่งคือ มาตรา 1598/41 บัญญัติว่าสิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูจะสละหรือโอนไม่ได้ ข้อตกลงระหว่างพ่อแม่จึงไม่ได้ปิดทางไม่ให้ลูกได้รับค่าเลี้ยงดูที่เหมาะกับความจำเป็นในอนาคต

ข้อควรแยกให้ชัดคือ ยอดที่ค้างชำระตามข้อตกลงเดิมเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดแล้ว ต่างจากจำนวนที่จะจ่ายในอนาคต การขอเพิ่มจึงไม่ได้ทำให้ยอดค้างเดิมเปลี่ยนไป

ขอเพิ่มค่าเลี้ยงดูบุตร ยื่นที่ไหน ทำอย่างไร

ช่องทางขึ้นกับว่า จำนวนเดิมมาจากไหน และยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีเขตอำนาจ

จำนวนเดิมมาจากวิธียื่นข้อสังเกต
คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยื่นคำร้องขอแก้ไขในคดีเดิมอ้างคดีเดิมและแสดงว่าพฤติการณ์เปลี่ยนไปอย่างไร
สัญญาประนีประนอมยอมความในศาลยื่นคำร้องต่อศาลที่พิพากษาตามยอมศาลยังแก้ไขได้เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยน
บันทึกท้ายทะเบียนหย่าหรือข้อตกลงนอกศาลฟ้องเป็นคดีใหม่แนบข้อตกลงเดิมและหลักฐานความเปลี่ยนแปลง
ยังไม่เคยกำหนดเลยฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นการขอครั้งแรก ไม่ใช่การขอเพิ่ม
  1. รวบรวมข้อตกลงหรือคำพิพากษาเดิม และหลักฐานว่าตอนนั้นคิดจากค่าใช้จ่ายเท่าไร
  2. ทำตารางค่าใช้จ่ายของลูกในปัจจุบันเทียบกับตอนกำหนดครั้งแรก
  3. ลองเจรจากับอีกฝ่ายเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน ถ้าตกลงได้ ให้ทำข้อตกลงใหม่ที่ลงชื่อทั้งสองฝ่าย
  4. ถ้าตกลงไม่ได้ ยื่นคำร้องหรือคำฟ้องพร้อมหลักฐาน
  5. เข้าสู่การไกล่เกลี่ยที่ศาลจัด ถ้าไม่สำเร็จ ศาลจะไต่สวนหรือสืบพยานแล้วมีคำสั่ง

ขอเพิ่มค่าเลี้ยงดูต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง

หลักฐานต้องตอบให้ได้สองคำถาม คือ อะไรเปลี่ยนไป และผู้จ่ายรับภาระเพิ่มได้จริง

  • ข้อตกลงหรือคำพิพากษาเดิม
  • ใบแจ้งค่าเทอม ใบเสร็จค่าเรียนพิเศษ ค่ารถรับส่ง เทียบปีก่อนกับปีนี้
  • ใบรับรองแพทย์และใบเสร็จค่ารักษา ถ้าลูกมีปัญหาสุขภาพ
  • หลักฐานรายได้ของเราเอง เพื่อแสดงว่าเรารับภาระส่วนของเราอยู่แล้ว
  • ข้อมูลรายได้หรือทรัพย์สินของผู้จ่ายเท่าที่ได้มาโดยชอบ เช่น ประกาศเลื่อนตำแหน่ง ข้อมูลธุรกิจที่เปิดเผย หรือทรัพย์สินที่เห็นได้ชัด
  • หลักฐานการจ่ายตามจำนวนเดิม ว่าจ่ายครบหรือค้างเท่าใด
ถ้าอีกฝ่ายรับปากว่าจะจ่ายเพิ่ม ให้ทำเป็นหนังสือที่ลงชื่อทั้งสองฝ่าย การตกลงด้วยวาจาหรือแค่ข้อความแชตพิสูจน์ยาก และเมื่อเกิดข้อพิพาท จำนวนที่ถือได้อาจกลับไปเป็นจำนวนเดิม

ค่าเลี้ยงดูที่เพิ่มขึ้นเริ่มมีผลเมื่อไร

จำนวนใหม่มีผลตาม ที่ศาลระบุในคำสั่งหรือคำพิพากษา ระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่ง จำนวนเดิมยังผูกพันอยู่ ผู้จ่ายต้องจ่ายตามเดิมต่อไป และผู้รับก็ไม่ควรถือเอาจำนวนที่ตนคิดเองเป็นยอดที่ต้องได้

เพราะเหตุนี้ เมื่อเห็นว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง จึงไม่ควรรอนานเกินไป การยื่นเร็วพร้อมหลักฐานครบช่วยให้ศาลเห็นภาพความจำเป็นในช่วงเวลานั้นได้ชัด

คำถามที่พบบ่อย

ลูกอายุครบ 20 ปีแล้วแต่ยังเรียนอยู่ ขอเพิ่มหรือขอต่อได้ไหม

โดยหลัก หน้าที่ตามมาตรา 1564 อยู่ในระหว่างที่บุตรเป็นผู้เยาว์ เว้นแต่บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วแต่ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองไม่ได้ ถ้าต้องการให้จ่ายจนจบปริญญา ควรตกลงไว้เป็นหนังสือตั้งแต่เนิ่น ๆ

ผู้จ่ายมีครอบครัวใหม่ ศาลจะยังเพิ่มให้ไหม

ศาลดูความสามารถที่แท้จริงของผู้จ่าย ภาระใหม่ เช่น บุตรคนอื่น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ศาลชั่งน้ำหนัก แต่ไม่ได้ตัดหน้าที่ต่อลูกคนเดิม ผลจึงขึ้นกับตัวเลขรายได้และภาระจริงของแต่ละคดี

ยื่นขอเพิ่มแล้ว อีกฝ่ายขอลดกลับได้ไหม

ได้ มาตรา 1598/39 ใช้ได้ทั้งสองทาง ถ้าผู้จ่ายแสดงได้ว่ารายได้ลดลงจริง ศาลก็พิจารณาลดได้ จึงควรเตรียมหลักฐานรอบด้าน ไม่ใช่เฉพาะฝั่งค่าใช้จ่ายของลูก ดูแนวทางที่ วิธีการขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดู

อีกฝ่ายค้างจ่ายอยู่ด้วย ควรทำอย่างไร

ยอดค้างบังคับคดีได้ตามคำพิพากษาหรือฟ้องตามข้อตกลงเดิม แยกจากเรื่องขอเพิ่ม ทั้งสองเรื่องควรวางแผนไปพร้อมกัน อ่านต่อที่ ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังได้ไหม และบังคับคดีอย่างไร

ขอให้ค่าเลี้ยงดูขึ้นตามช่วงชั้นเรียนโดยอัตโนมัติได้ไหม

ถ้าตกลงกันได้ การเขียนจำนวนแยกตามช่วงชั้นเรียนไว้ล่วงหน้าเป็นวิธีที่ช่วยลดการกลับมาขึ้นศาลซ้ำ ในคดีที่ตกลงกันไม่ได้ ควรเสนอตัวเลขพร้อมเหตุผลให้ศาลพิจารณา

ควรเริ่มอย่างไร

เริ่มจากหาเอกสารที่กำหนดจำนวนเดิม แล้วทำตารางค่าใช้จ่ายของลูกย้อนหลัง 6 ถึง 12 เดือนพร้อมใบเสร็จ ตัวเลขที่เปรียบเทียบกับตอนกำหนดครั้งแรกได้ชัดคือหัวใจของคำร้อง

ถ้าคุยกันได้ ให้เสนออีกฝ่ายเป็นหนังสือก่อน ถ้าไม่ได้ผล การปรึกษาทนายความด้านครอบครัวช่วยให้เลือกช่องทางยื่นถูกตั้งแต่แรก และตั้งจำนวนที่มีเหตุผลรองรับพอให้ศาลรับฟัง

มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?

ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ