คุ้มครองชั่วคราวคดีครอบครัว อายัด ห้ามโอน ต่างกันอย่างไร

ถ้ากลัวอีกฝ่ายขายหรือโอนสินสมรสหนีระหว่างคดีหย่า ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 เช่น ยึดหรืออายัดทรัพย์ ห้ามโอน หรือสั่งระงับการจดทะเบียนที่ดิน แต่ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าคดีมีมูลและมีพฤติการณ์จริง

บทความนี้พูดถึงการกันทรัพย์สินเท่านั้น เรื่องเงินค่าเลี้ยงดูระหว่างคดีเป็นคำขออีกประเภทหนึ่งที่มีเงื่อนไขต่างออกไป

ทำไมต้องขอคุ้มครองชั่วคราว ทั้งที่กฎหมายห้ามขายสินสมรสอยู่แล้ว

เพราะข้อห้ามในกฎหมายครอบครัวไม่ครอบคลุมทรัพย์ทุกชนิด ป.พ.พ. มาตรา 1476 กำหนดให้การขาย จำนอง หรือยกสินสมรสบางประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์ ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย แต่การจัดการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ คู่สมรสฝ่ายเดียวทำได้

เงินในบัญชีที่อยู่ในชื่ออีกฝ่ายจึงอาจถูกถอนออกได้ภายในวันเดียว และแม้มาตรา 1480 จะให้ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ทำโดยไม่ได้รับความยินยอม แต่ใช้ไม่ได้กับบุคคลภายนอกที่สุจริตและเสียค่าตอบแทน การกันทรัพย์ไว้ก่อนจึงสำคัญกว่าการตามแก้ทีหลัง

มาตรการคุ้มครองชั่วคราวแต่ละแบบ ต่างกันอย่างไร

มาตรา 254 มีมาตรการหลัก 3 แบบที่ใช้กับทรัพย์สิน และอีกแบบหนึ่งที่เกี่ยวกับตัวจำเลย ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่ามาก

มาตรการใช้กับอะไรตัวอย่างในคดีหย่า
(1) ยึดหรืออายัดทรัพย์ไว้ก่อนพิพากษาทรัพย์ที่พิพาทหรือทรัพย์ของจำเลย รวมทั้งเงินที่บุคคลภายนอกต้องชำระให้จำเลยซึ่งถึงกำหนดแล้วอายัดเงินฝาก ยึดรถ หรืออายัดเงินที่ผู้ซื้อทรัพย์ยังค้างจ่าย
(2) ห้ามจำเลยกระทำการการโอน ขาย ยักย้าย จำหน่าย หรือทำให้ทรัพย์เสียหายห้ามขายหุ้นในบริษัทครอบครัว ห้ามรื้อหรือขายเครื่องจักรในกิจการ
(3) ระงับการจดทะเบียนสั่งนายทะเบียนหรือเจ้าพนักงานระงับการจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลง หรือเพิกถอนทางทะเบียนระงับการจดทะเบียนโอนหรือจำนองที่ดินและห้องชุด
(4) มาตรการต่อตัวจำเลยกรณีจำเลยหลบหนีหรือซ่อนตัวเพื่อประวิงคดีหรือการบังคับคดีใช้ได้น้อยมากในคดีครอบครัว เพราะกระทบเสรีภาพโดยตรง

ในทางปฏิบัติ มักขอหลายมาตรการพร้อมกัน เช่น ระงับการจดทะเบียนที่ดิน ควบคู่กับอายัดบัญชีที่รับค่าเช่าจากที่ดินแปลงนั้น

ศาลจะอนุญาตเมื่อไร ต้องมีหลักฐานอะไร

ป.วิ.พ. มาตรา 255 ให้ศาลอนุญาตเมื่อเห็นว่าคำฟ้องมีมูล และมีเหตุเพียงพอสำหรับมาตรการที่ขอ เช่น จำเลยตั้งใจยักย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์เพื่อประวิงหรือขัดขวางการบังคับคดี ความกังวลลอย ๆ ว่าเขาอาจโอนหนียังไม่พอ

หลักฐานที่ช่วยให้คำขอมีน้ำหนัก ได้แก่

  • รายการทรัพย์ที่ระบุตัวได้ เลขโฉนด เลขห้องชุด ทะเบียนรถ ชื่อธนาคารและสาขา
  • ประกาศขายทรัพย์ หรือข้อความที่อีกฝ่ายบอกว่าจะขาย โอน หรือย้ายเงิน
  • รายการเดินบัญชีที่แสดงการถอนหรือโอนเงินก้อนผิดปกติหลังเริ่มมีปัญหา
  • หลักฐานว่าทรัพย์ได้มาระหว่างสมรส จึงน่าจะเป็นสินสมรส
  • พฤติการณ์อื่น เช่น จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่แล้วโอนทรัพย์เข้าไป

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าทรัพย์ชิ้นไหนเป็นสินสมรส ตรวจหลักได้ที่ สินสมรส สินส่วนตัว ต่างกันอย่างไร

ต้องวางหลักประกันไหม ถ้าขอแล้วผิดพลาดจะเป็นอย่างไร

ศาลอาจสั่งให้ผู้ขอวางเงินหรือหาประกันก่อนออกคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 257 ในจำนวนที่ศาลเห็นสมควร ศาลไม่จำเป็นต้องสั่งทุกครั้ง ขึ้นกับน้ำหนักของสิทธิผู้ขอและความเสียหายที่อีกฝ่ายอาจได้รับ

หลักประกันนี้มีไว้รองรับมาตรา 263 ซึ่งให้จำเลยขอค่าสินไหมทดแทนได้ ถ้าคำสั่งคุ้มครองเกิดจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ขอ เช่น ผู้ขอแพ้คดีและศาลเห็นว่าคำขอนั้นไม่ควรได้ตั้งแต่แรก จำเลยต้องยื่นคำขอภายใน 30 วันนับแต่วันมีคำพิพากษา

ขอเฉพาะทรัพย์ที่คุณมีหลักฐานว่าเป็นสินสมรสหรือเกี่ยวกับคดีจริง การขออายัดกว้างเกินไป เช่น อายัดบัญชีธุรกิจที่ใช้จ่ายเงินเดือนพนักงาน อาจทำให้ศาลไม่อนุญาต และถ้าอีกฝ่ายเสียหายจากความประมาทของผู้ขอ อาจถูกเรียกค่าสินไหมทดแทนกลับได้

ยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวได้ตอนไหน ขั้นตอนเป็นอย่างไร

ยื่นพร้อมคำฟ้องหรือเวลาใดก็ได้ก่อนพิพากษาตามมาตรา 254 ถ้าเร่งด่วนจริง มาตรา 266 ให้ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเป็นการด่วนไปพร้อมกันได้

  1. ทำบัญชีทรัพย์สินที่รู้ พร้อมเอกสารระบุตัวทรัพย์
  2. รวบรวมพฤติการณ์ที่แสดงความเสี่ยงว่าทรัพย์จะถูกยักย้าย
  3. ยื่นคำฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสต่อศาลเยาวชนและครอบครัว พร้อมคำขอคุ้มครองชั่วคราว และคำร้องกรณีฉุกเฉินถ้าจำเป็น
  4. ไปไต่สวนตามนัด ศาลอาจสั่งให้วางหลักประกัน
  5. เมื่อศาลมีคำสั่ง ติดตามให้ธนาคาร สำนักงานที่ดิน หรือนายทะเบียนที่เกี่ยวข้องได้รับคำสั่ง

ภาพรวมขั้นตอนคดีหย่าทั้งหมดดูได้ที่ ฟ้องหย่าต้องทำยังไง 8 ขั้นตอน

คำถามที่พบบ่อย

ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนยื่นฟ้องได้ไหม

มาตรา 254 ให้ยื่นพร้อมคำฟ้องหรือหลังจากนั้นจนก่อนพิพากษา จึงต้องมีคดีอยู่ในศาล ถ้าเร่งด่วนให้เตรียมคำฟ้องและคำขอคุ้มครองไปยื่นในวันเดียวกัน

ฝ่ายที่ถูกฟ้องหย่าขอคุ้มครองทรัพย์บ้างได้ไหม

ได้ในฐานะโจทก์ของฟ้องแย้ง เช่น จำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรส แล้วยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวประกอบฟ้องแย้งนั้น

อีกฝ่ายโอนที่ดินไปแล้วก่อนศาลสั่ง ทำอย่างไร

ถ้าเป็นการโอนสินสมรสที่ต้องได้รับความยินยอมตามมาตรา 1476 แต่ไม่ได้รับ ฟ้องเพิกถอนได้ตามมาตรา 1480 ภายใน 1 ปีนับแต่รู้เหตุ เว้นแต่ผู้รับโอนสุจริตและเสียค่าตอบแทน และขอระงับการจดทะเบียนต่อจากผู้รับโอนไว้ก่อนได้ถ้าเข้าเงื่อนไข

ถ้าศาลยกฟ้อง คำสั่งคุ้มครองเป็นอย่างไร

มาตรา 260 ให้คำสั่งคุ้มครองในส่วนที่จำเลยชนะสิ้นผลเมื่อพ้น 7 วันนับแต่วันพิพากษา เว้นแต่โจทก์ยื่นคำขอภายในเวลานั้นว่าจะอุทธรณ์และศาลอนุญาตให้คงคำสั่งไว้

อีกฝ่ายขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งได้ไหม

ได้ ถ้าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ศาลใช้ออกคำสั่งเปลี่ยนไป มาตรา 262 ให้ศาลเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกคำสั่งได้ จึงควรติดตามสถานะทรัพย์ต่อเนื่อง ไม่ใช่ได้คำสั่งแล้วจบ

ควรเริ่มอย่างไร

เริ่มจากทำบัญชีทรัพย์สินในครอบครัวให้ครบที่สุดเท่าที่รู้ พร้อมเอกสารที่ระบุตัวทรัพย์ และจดพฤติการณ์ที่ทำให้กังวลว่าอีกฝ่ายจะยักย้าย

จากนั้นปรึกษาทนายความคดีครอบครัว เพื่อเลือกมาตรการที่เหมาะกับทรัพย์แต่ละชิ้น และยื่นไปพร้อมคำฟ้องในจังหวะที่อีกฝ่ายยังไม่ทันรู้ตัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้มาตรการเหล่านี้ได้ผลจริง

มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?

ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ