อยู่ต่างประเทศกับสามีต่างชาติ อยากพาลูกกลับไทย ต้องรู้อะไรก่อน

ถ้าอีกฝ่ายไม่ยินยอม การพาลูกกลับไทยเองอาจถูกมองว่าเป็นการพาเด็กไปโดยมิชอบตามอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการลักพาตัวเด็กข้ามชาติ ซึ่งไทยเป็นภาคี และศาลไทยอาจถูกขอให้สั่งส่งลูกกลับ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือได้ความยินยอมเป็นหนังสือ หรือคำสั่งศาลของประเทศที่ลูกอาศัยอยู่ก่อนเดินทาง

พาลูกกลับไทยโดยสามีไม่ยินยอม ผิดไหม

ขึ้นกับว่าสามีมี สิทธิในการดูแลเด็กตามกฎหมายของประเทศที่ลูกอาศัยอยู่ หรือไม่ ข้อ 3 ของอนุสัญญาถือว่าการพาเด็กไปหรือกักตัวเด็กไว้เป็นการกระทำโดยมิชอบ ถ้าละเมิดสิทธิในการดูแลเด็กตามกฎหมายของรัฐที่เด็กมีถิ่นที่อยู่ปกติก่อนถูกพาไป

จุดที่คนไทยมักเข้าใจผิดคือ คิดว่าใช้กฎหมายไทยตัดสิน เช่น ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรส แม่มีอำนาจปกครองคนเดียวตามมาตรา 1546 แต่ในเรื่องนี้ กฎหมายของประเทศที่ลูกอยู่อาศัยเป็นตัวกำหนด ซึ่งหลายประเทศให้สิทธิแก่พ่อแม้ไม่ได้สมรส

อนุสัญญาใช้กับเด็กที่อายุยังไม่ถึง 16 ปี (ข้อ 4) และครอบคลุมทั้งการพาเด็กออกมา และการพามาเที่ยวแล้วไม่ส่งกลับตามที่ตกลง

ไทยเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกตั้งแต่เมื่อไร ใช้กับทุกประเทศไหม

ไทยภาคยานุวัติอนุสัญญาว่าด้วยแง่มุมทางแพ่งของการลักพาตัวเด็กข้ามชาติ ค.ศ. 1980 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2545 และ มีผลกับไทยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545

แต่เพราะไทยเข้าร่วมโดยการภาคยานุวัติ ข้อ 38 กำหนดให้อนุสัญญามีผลเฉพาะกับประเทศที่ประกาศยอมรับการเข้าร่วมของไทยแล้ว จึงต้องตรวจตารางสถานะของที่ประชุมเฮกว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (HCCH) เป็นรายประเทศ

ผู้ประสานงานกลางของไทยคือสำนักงานอัยการสูงสุด ไทยมีกฎหมายอนุวัติการที่ตราขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2555 และมีผลตั้งแต่ปี 2556 คำร้องขอให้ส่งเด็กกลับพิจารณาที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

ถ้าพาลูกกลับมาแล้ว อีกฝ่ายยื่นคำร้อง จะเกิดอะไรขึ้น

ถ้ายื่นคำร้องภายใน หนึ่งปี นับแต่การพาเด็กไปโดยมิชอบ ข้อ 12 ให้ศาลสั่งส่งเด็กกลับโดยเร็ว ถ้าเกินหนึ่งปี ศาลยังสั่งส่งกลับได้ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเด็กปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่แล้ว

ข้อยกเว้นตามอนุสัญญาความหมายใครต้องพิสูจน์
ยินยอมหรือยอมรับภายหลัง (ข้อ 13 (a))อีกฝ่ายเคยยินยอมให้ย้าย หรือยอมรับในภายหลังฝ่ายที่คัดค้านการส่งกลับ
ไม่ได้ใช้สิทธิดูแลจริง (ข้อ 13 (a))อีกฝ่ายไม่ได้ดูแลเด็กจริงในขณะนั้นฝ่ายที่คัดค้านการส่งกลับ
ความเสี่ยงร้ายแรง (ข้อ 13 (b))การส่งกลับเสี่ยงให้เด็กได้รับอันตรายทางกายหรือจิตใจ หรือตกอยู่ในสภาพที่ทนไม่ได้ฝ่ายที่คัดค้านการส่งกลับ
เด็กคัดค้าน (ข้อ 13)เด็กโตพอและคัดค้านการกลับศาลพิจารณาจากวุฒิภาวะของเด็ก

ข้อ 19 ระบุว่าคำสั่งส่งเด็กกลับไม่ใช่การตัดสินว่าใครได้สิทธิดูแลเด็ก แต่เป็นการส่งเรื่องกลับไปให้ศาลของประเทศที่เด็กอาศัยอยู่เป็นผู้ตัดสิน การมีลูกสัญชาติไทยจึงไม่ได้ทำให้ศาลไทยตัดสินเรื่องสิทธิดูแลเด็กแทน

ทางที่ปลอดภัยกว่าในการพาลูกกลับไทย มีอะไรบ้าง

หลักคือทำให้การย้าย ถูกกฎหมายตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง ทางเลือกที่ใช้กันมีดังนี้

  1. เจรจากับสามี โดยอาจใช้ผู้ไกล่เกลี่ยในประเทศนั้น ให้ได้ข้อตกลงเรื่องที่อยู่ของลูก การพบลูก และค่าเลี้ยงดู
  2. ทำความยินยอมเป็นหนังสือ ระบุชัดว่ายินยอมให้ย้ายไปอยู่ไทยถาวร ไม่ใช่แค่ไปเที่ยว และให้รับรองลายมือชื่อตามแบบของประเทศนั้น
  3. ถ้าเจรจาไม่ได้ ยื่นคำร้องต่อศาลของประเทศที่อยู่ เพื่อขออนุญาตย้ายถิ่นที่อยู่ของเด็ก
  4. เตรียมหนังสือเดินทางไทยของลูกตามหลักเกณฑ์ความยินยอมของพ่อแม่ ซึ่งโดยทั่วไปต้องให้ทั้งสองฝ่ายลงนาม
  5. วางแผนชีวิตในไทยให้ชัด เช่น ที่อยู่ โรงเรียน และวิธีให้ลูกติดต่อพ่อ เพื่อใช้ประกอบการเจรจาหรือคำร้อง

เรื่องอำนาจปกครองและการพาลูกไปต่างประเทศเมื่อหย่ากับชาวต่างชาติ อ่านเพิ่มได้ที่ อำนาจปกครองบุตร หย่ากับชาวต่างชาติ ใครได้ลูก พาไปต่างประเทศได้ไหม

ถ้ามีความรุนแรงในครอบครัว ควรทำอย่างไร

ความปลอดภัยของคุณและลูกต้องมาก่อน ถ้ามีอันตรายเฉพาะหน้า ให้ติดต่อตำรวจหรือหน่วยฉุกเฉินของประเทศนั้นทันที และขอความช่วยเหลือจากบ้านพักหรือหน่วยงานช่วยเหลือผู้ถูกกระทำรุนแรงในท้องถิ่น

สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยเป็นอีกช่องทางที่ควรติดต่อ เพื่อขอคำแนะนำและการประสานความช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับคนไทยในต่างประเทศ

ข้อยกเว้นเรื่องความเสี่ยงร้ายแรงตามข้อ 13 (b) มีอยู่จริง แต่ต้องมีพยานหลักฐาน จึงควรเก็บรายงานตำรวจ เวชระเบียน ภาพถ่ายบาดแผล ข้อความข่มขู่ และคำสั่งคุ้มครองของศาลไว้ทั้งหมด ศาลในประเทศที่อยู่มักออกคำสั่งคุ้มครองและคำสั่งเรื่องเด็กชั่วคราวได้ ซึ่งอาจเป็นทางที่ปลอดภัยกว่าการเดินทางทันที

ก่อนจองตั๋ว ให้ถามตัวเองตรง ๆ ว่า ถ้าสามียื่นคำร้องตามอนุสัญญาภายในหนึ่งปี เรามีหลักฐานความยินยอมเป็นหนังสือ หรือหลักฐานความเสี่ยงร้ายแรงพอหรือไม่ ถ้ายังไม่มี ให้ปรึกษาทนายทั้งในประเทศที่อยู่และในไทยก่อนเดินทาง

เอกสารที่ควรเตรียมไว้ไม่ว่าจะเลือกทางไหน

  • ทะเบียนสมรส หรือหลักฐานการสมรสในต่างประเทศ พร้อมคำแปล
  • สูติบัตรของลูก และหนังสือเดินทางทุกสัญชาติที่ลูกมี
  • คำสั่งศาลหรือข้อตกลงเรื่องสิทธิดูแลเด็กที่มีอยู่
  • ความยินยอมเป็นหนังสือของสามี ถ้าได้มา
  • หลักฐานความรุนแรง ถ้ามี เช่น รายงานตำรวจ ใบรับรองแพทย์ และคำสั่งคุ้มครอง

คำถามที่พบบ่อย

ลูกมีสัญชาติไทย ศาลไทยจะตัดสินให้ลูกอยู่กับแม่ไหม

ไม่แน่นอน ในคดีตามอนุสัญญา ศาลไทยไม่ได้ตัดสินว่าใครควรได้ลูก แต่พิจารณาว่าต้องส่งเด็กกลับประเทศที่อาศัยอยู่เดิมหรือไม่ สัญชาติไทยของลูกจึงไม่ใช่ข้อยกเว้นในตัวเอง

ประเทศที่อยู่ยังไม่ได้ยอมรับการเข้าร่วมของไทย ทำอย่างไร

อนุสัญญาจะไม่ใช้ระหว่างสองประเทศนั้น แต่สามียังอาจดำเนินคดีตามกฎหมายของแต่ละประเทศได้ และบางประเทศถือว่าการพาลูกไปโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นความผิดทางอาญา จึงควรตรวจกฎหมายของประเทศนั้นก่อนตัดสินใจ

สามียินยอมด้วยวาจาว่าให้พาลูกกลับไทย พอไหม

ไม่ควรพึ่งความยินยอมด้วยวาจา เพราะพิสูจน์ยากเมื่อเกิดข้อพิพาท ควรทำเป็นหนังสือที่ระบุว่าเป็นการย้ายถาวร พร้อมรับรองลายมือชื่อ

ถ้าอยากหย่าด้วย ต้องกลับไปหย่าที่ประเทศนั้นไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นกับว่าจดทะเบียนสมรสที่ไหนและศาลใดมีเขตอำนาจ บางกรณีดำเนินเรื่องจากไทยหรือมอบอำนาจได้ ดู อยู่ต่างประเทศ อยากหย่า ทำออนไลน์หรือมอบอำนาจได้แค่ไหน

ควรเริ่มอย่างไร

เริ่มจากตรวจสองเรื่อง คือ ประเทศที่อยู่ยอมรับการเข้าร่วมอนุสัญญาของไทยแล้วหรือไม่ และกฎหมายของประเทศนั้นให้สามีมีสิทธิดูแลลูกอย่างไร จากนั้นเก็บเอกสารตามรายการข้างต้นไว้ในที่ปลอดภัย

ปรึกษาทนายความด้านครอบครัวทั้งในประเทศที่อยู่และในไทยก่อนเดินทาง เพื่อเลือกทางที่ลูกได้กลับมาอยู่กับคุณอย่างมั่นคง โดยไม่ต้องเสี่ยงกับคำสั่งส่งกลับในภายหลัง อ่านกรณีกลับด้านได้ที่ สามีต่างชาติจะพาลูกกลับประเทศ ป้องกันได้ยังไง

มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?

ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ