ตกลงไม่เรียกค่าเลี้ยงดูบุตร ภายหลังฟ้องได้ไหม สิทธิลูกยังอยู่ไหม

ฟ้องได้ในหลายกรณี เพราะสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นของลูก และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/41 ห้ามสละหรือโอนสิทธินี้ ข้อตกลงในบันทึกหย่าว่าไม่เรียกค่าเลี้ยงดูจึงไม่ได้ตัดสิทธิของลูกไปเสียทีเดียว แต่ผลจริงขึ้นกับถ้อยคำของข้อตกลงและพฤติการณ์ที่เปลี่ยนไป

เขียนในบันทึกหย่าว่าไม่เรียกค่าเลี้ยงดูบุตร มีผลแค่ไหน

ต้องแยกเป็น สองชั้น คือระหว่างพ่อแม่ กับสิทธิของลูก ซึ่งกฎหมายมองไม่เหมือนกัน

ชั้นแรก มาตรา 1522 ให้คู่สมรสที่หย่าโดยความยินยอม ตกลงกันในหนังสือหย่าว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และเป็นจำนวนเท่าใด การตกลงว่า "ฝ่ายแม่รับผิดชอบเอง" จึงเป็นการแบ่งภาระระหว่างพ่อแม่ที่กฎหมายเปิดให้ทำได้

ชั้นที่สอง หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1564 เป็นของทั้งพ่อและแม่ และ สิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูจะสละหรือโอนมิได้ ตามมาตรา 1598/41 พ่อแม่จึงไม่อาจตกลงกันแทนลูกให้สิทธินี้หมดไปตลอดกาล

ผลในทางปฏิบัติคือ ข้อตกลงยังเป็นหลักฐานสำคัญว่าทั้งคู่เคยวางแผนกันอย่างไร แต่ไม่ได้เป็นกำแพงที่ปิดทางเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของลูกในทุกกรณี

ตกลงไม่เรียกค่าเลี้ยงดูบุตร ภายหลังฟ้องได้ไหม

มี ทางเลือกตามกฎหมายอย่างน้อยสองทาง ซึ่งมักใช้ประกอบกัน

ทางเลือกอาศัยกฎหมายใดเหมาะกับกรณีใด
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในนามลูกมาตรา 1564 ประกอบมาตรา 1598/41อีกฝ่ายไม่เคยช่วยเลย และลูกขาดการอุปการะเลี้ยงดูตามสมควร
ขอให้ศาลแก้ไขเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูมาตรา 1598/39 เมื่อพฤติการณ์ ฐานะ หรือรายได้ของคู่กรณีเปลี่ยนไปหลังหย่าแล้วรายได้ของฝ่ายที่เลี้ยงลูกลดลง ค่าใช้จ่ายของลูกสูงขึ้น หรือรายได้ของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นมาก

เมื่อเรื่องถึงศาล ศาลกำหนดจำนวนตามมาตรา 1598/38 โดยดูความสามารถของผู้จ่าย ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี และให้เท่าใดหรือไม่ให้ก็ได้ ข้อตกลงเดิมจึงเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งที่ศาลชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่สิ่งที่ถูกมองข้าม

วิธีที่ศาลคิดจำนวนเงิน อ่านต่อได้ที่ ค่าเลี้ยงดูบุตรต่อเดือนเท่าไร ศาลคิดจากอะไร จ่ายถึงอายุเท่าไร

ศาลฎีกาเคยวางหลักเรื่องนี้ไว้อย่างไร

แนวคำพิพากษาที่ตรวจได้ สะท้อนว่าศาลดูเจตนาของข้อตกลงและประโยชน์ของเด็กจริง มากกว่าถ้อยคำเพียงอย่างเดียว

  • ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า ข้อตกลงที่มารดารับเงินก้อนจากบิดาเพื่อยุติการเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งในอดีตและอนาคต เป็นการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 1574 (12) เมื่อไม่ได้รับอนุญาต ข้อตกลงนั้นจึงไม่ผูกพันบุตร และศาลกำหนดค่าเลี้ยงดูรายเดือนให้
  • ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1218/2567 บิดาตกลงในบันทึกหย่าว่าจะจ่ายเดือนละ 20,000 บาท ต่อมาบุตรย้ายมาอยู่กับบิดาซึ่งออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ศาลเห็นว่าการบังคับตามข้อตกลงเดิมในช่วงนั้นขัดกับเจตนาที่จะเลี้ยงดูบุตรจริง จึงไม่ต้องจ่ายสำหรับช่วงดังกล่าว

สองแนวนี้ชี้ไปทางเดียวกัน คือ ข้อตกลงเรื่องเงินของลูกถูกตีความเพื่อประโยชน์ของลูก ข้อตกลงที่ทำให้ลูกขาดการเลี้ยงดูจึงมีโอกาสถูกทบทวน แต่ผลในคดีของคุณยังขึ้นกับถ้อยคำและพยานหลักฐานเฉพาะเรื่อง

อย่ารอจนลูกขาดค่าเทอมแล้วค่อยเริ่มคิดเรื่องฟ้อง ถ้าเคยตกลงไม่เรียกค่าเลี้ยงดูไว้ ยิ่งต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายจริงของลูก และหลักฐานว่าพฤติการณ์เปลี่ยนไปอย่างไร ตั้งแต่วันที่เริ่มรู้สึกว่าแบกไม่ไหว

ฝ่ายที่เคยลงชื่อไว้ ต้องพิสูจน์อะไรบ้าง

ต้องพิสูจน์ว่า การเรียกร้องครั้งนี้เป็นไปเพื่อความจำเป็นของลูก ไม่ใช่การกลับคำเพราะเรื่องอื่นระหว่างผู้ใหญ่

  • ค่าใช้จ่ายของลูกในปัจจุบัน เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล พร้อมใบเสร็จ
  • สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังวันหย่า เช่น รายได้ของตนลดลง ตกงาน ป่วย หรือลูกเข้าโรงเรียนระดับที่แพงขึ้น
  • ฐานะและรายได้ของอีกฝ่าย เท่าที่หาได้โดยชอบ
  • ข้อความหรือหนังสือที่เคยขอให้อีกฝ่ายช่วย และคำตอบที่ได้รับ
  • สำเนาบันทึกหย่า เพื่อให้ทนายดูถ้อยคำว่าเป็นการแบ่งภาระ หรือเป็นการสละสิทธิแทนลูก

ถ้าบันทึกเขียนว่าฝ่ายหนึ่ง "รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูเองทั้งหมด" กับเขียนว่า "จะไม่เรียกร้องใด ๆ อีกตลอดไป" ผลการตีความอาจต่างกัน จึงควรให้ทนายอ่านถ้อยคำจริงก่อนตัดสินใจ

ยื่นที่ไหน และใช้เวลาเท่าไร

คดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรยื่นที่ ศาลเยาวชนและครอบครัว หรือแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจ และไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 155

ระยะเวลาขึ้นกับว่าอีกฝ่ายยอมไกล่เกลี่ยหรือไม่ ถ้าตกลงกันได้ในชั้นไกล่เกลี่ย คดีมักจบเร็วกว่า และได้ข้อตกลงใหม่ที่ชัดกว่าเดิม ส่วนคดีที่ต่อสู้กันต้องเผื่อเวลาสืบพยานและรอคำพิพากษา

ถ้าเคยมีคำพิพากษาเรื่องค่าเลี้ยงดูไว้แล้ว และต้องการเพิ่มหรือลด ให้ดูวิธีขอแก้ไขที่ วิธีการขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดู บุตรหรือคู่สมรสทำได้หรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

ขอค่าเลี้ยงดูย้อนหลังช่วงที่ตกลงไม่เรียกได้ไหม

เป็นประเด็นที่ยากกว่าการขอสำหรับอนาคต เพราะในช่วงนั้นมีข้อตกลงที่ทั้งคู่ลงชื่อไว้ ศาลจะดูถ้อยคำ พฤติการณ์ และความจำเป็นของลูกประกอบกัน ควรให้ทนายประเมินจากเอกสารจริงก่อนตั้งยอดที่จะขอ

อีกฝ่ายอ้างว่าเราสละสิทธิแล้ว ฟ้องไม่ได้ จริงไหม

ไม่จริงทั้งหมด มาตรา 1598/41 บัญญัติว่าสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจะสละหรือโอนมิได้ ข้ออ้างนี้จึงไม่ได้ทำให้คดีจบเอง แต่ศาลยังนำข้อตกลงเดิมมาประกอบการกำหนดจำนวนได้

ลูกโตแล้ว ฟ้องเองได้ไหม

ระหว่างเป็นผู้เยาว์ โดยทั่วไปผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ดำเนินคดีแทน เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว หน้าที่ตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่งสิ้นสุด เหลือเฉพาะกรณีบุตรทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองไม่ได้ตามวรรคสอง จึงไม่ควรรอจนลูกโต

ถ้าจะหย่าตอนนี้ ควรเขียนเรื่องค่าเลี้ยงดูอย่างไร

ควรระบุจำนวน วันชำระ วิธีชำระ และค่าใช้จ่ายพิเศษให้ชัด แม้ตกลงให้ฝ่ายเดียวรับภาระ ก็ควรเขียนให้เห็นว่าเป็นการแบ่งภาระระหว่างพ่อแม่ ไม่ใช่การสละสิทธิของลูก รายการที่ควรมีดูได้ที่ หย่าโดยความยินยอม ข้อตกลงหย่าควรเขียนเรื่องอะไรให้ครบ

ควรเริ่มอย่างไร

เริ่มจาก อ่านบันทึกหย่าฉบับจริงอีกครั้ง แล้วเทียบกับชีวิตของลูกในวันนี้

  1. หาสำเนาบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า และดูถ้อยคำเรื่องค่าเลี้ยงดูให้ชัด
  2. สรุปค่าใช้จ่ายของลูกต่อเดือน และสิ่งที่เปลี่ยนไปนับแต่วันหย่า
  3. ลองขอให้อีกฝ่ายช่วยเป็นลายลักษณ์อักษร และเก็บคำตอบไว้
  4. ปรึกษาทนายความครอบครัว เพื่อเลือกว่าจะเรียกในนามลูก ขอแก้ไขตามมาตรา 1598/39 หรือใช้ทั้งสองทาง

ลายมือชื่อในวันหย่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่ความจำเป็นของลูกเดินต่อไปทุกวัน กฎหมายจึงยังเปิดทางให้ทบทวนได้

มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?

ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ