ฟ้องหย่าชาวมาเลเซีย คู่สมรสมุสลิมกับไม่ใช่มุสลิม ต่างกันอย่างไร

ฟ้องหย่าคู่สมรสชาวมาเลเซียในศาลไทยทำได้ ถ้าศาลไทยมีเขตอำนาจและกฎหมายสัญชาติของทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่า เรื่องที่ต้องรู้ก่อนคือคู่สมรสเป็นมุสลิมหรือไม่ เพราะมาเลเซียใช้กฎหมายครอบครัวสองระบบ และการนำผลหย่าจากไทยไปใช้ที่มาเลเซียก็ต่างกันตามระบบนั้น

ฟ้องหย่าชาวมาเลเซียที่ศาลไทยได้ไหม

ได้ ศาลไทยรับฟ้องหย่าคู่สมรสชาวมาเลเซียได้ เมื่อคดีเข้าเขตอำนาจศาลไทย เช่น จำเลยมีภูมิลำเนาในไทย หรือเหตุหย่าเกิดขึ้นในไทย

ถ้าคู่สมรสกลับไปอยู่มาเลเซียแล้ว และเหตุไม่ได้เกิดในไทย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 ตรี เปิดให้โจทก์ที่มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาในไทย ยื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง หรือศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาได้

ส่วนกฎหมายที่ศาลใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 วางหลักว่า ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ต่อเมื่อ กฎหมายสัญชาติของทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่า ส่วนเหตุหย่าให้ใช้กฎหมายของประเทศที่ฟ้อง คือเหตุตามกฎหมายไทย

ถ้าคู่ความไม่พิสูจน์กฎหมายมาเลเซียให้ศาลพอใจ มาตรา 8 ของพระราชบัญญัติเดียวกันให้ใช้กฎหมายไทยแทน แต่ในทางปฏิบัติ ทนายมักเตรียมหลักฐานกฎหมายต่างประเทศไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นยืดเยื้อ

มาเลเซียมีกฎหมายหย่ากี่ระบบ มุสลิมกับไม่ใช่มุสลิมต่างกันอย่างไร

มาเลเซียแยกเป็น สองระบบตามศาสนาของคู่สมรส ระบบแรกเป็นกฎหมายแพ่งสำหรับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม อีกระบบเป็นกฎหมายครอบครัวอิสลามของแต่ละรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลชะรีอะฮ์

กฎหมายแพ่งที่ใช้คือ Law Reform (Marriage and Divorce) Act 1976 ซึ่งมาตรา 3(3) ระบุชัดว่าไม่ใช้บังคับกับมุสลิม

ประเด็นคู่สมรสที่ไม่ใช่มุสลิมคู่สมรสที่เป็นมุสลิม
กฎหมายที่ใช้ในมาเลเซียLaw Reform (Marriage and Divorce) Act 1976กฎหมายครอบครัวอิสลามของรัฐที่เกี่ยวข้อง
หน่วยงานที่ดูแลการหย่าศาลแพ่งของมาเลเซียศาลชะรีอะฮ์และหน่วยงานศาสนาของรัฐ
หย่าโดยความยินยอมยื่นคำร้องร่วมกันต่อศาลตามมาตรา 52เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอิสลามของรัฐนั้น
เหตุฟ้องหย่าฝ่ายเดียวชีวิตสมรสแตกสลายจนแก้ไขไม่ได้ (มาตรา 53) พิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงตามมาตรา 54 เช่น ชู้ พฤติกรรม ทิ้งร้างหรือแยกกันอยู่อย่างน้อย 2 ปีเหตุตามหลักศาสนาและกฎหมายของรัฐ ควรตรวจกับทนายชะรีอะฮ์
สิ่งที่ต้องเช็กเมื่อหย่าในไทยการนำคำพิพากษาหรือทะเบียนหย่าไทยไปจดหรือขอรับรองในมาเลเซียการแจ้งหรือยืนยันการหย่าต่อศาลชะรีอะฮ์หรือหน่วยงานศาสนาของรัฐ

อีกจุดที่ควรรู้ คือกฎหมายแพ่งของมาเลเซียมาตรา 50 ห้ามยื่นคำร้องหย่าภายใน 2 ปีแรกของการสมรส เว้นแต่ศาลอนุญาตเพราะมีเหตุพิเศษ ข้อนี้อาจถูกยกขึ้นเมื่อศาลไทยพิจารณาว่ากฎหมายสัญชาติของคู่สมรสยอมให้หย่าหรือไม่

คู่สมรสมุสลิมกับคนไทยที่ไม่ใช่มุสลิม ต้องระวังอะไร

ประเด็นหลักคือ การสมรสอาจมีผลไม่เหมือนกันในสองประเทศ ในไทย การสมรสเกิดขึ้นเมื่อจดทะเบียนที่สำนักทะเบียน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 โดยไม่ได้ขึ้นกับศาสนาของคู่สมรส

แต่ในมาเลเซีย Law Reform Act มาตรา 3(3) ห้ามจดทะเบียนสมรสภายใต้กฎหมายแพ่ง ถ้าฝ่ายใดเป็นมุสลิม ส่วนฝั่งกฎหมายอิสลามก็มีเงื่อนไขของตนเอง สถานะของการสมรสที่จดในไทยเมื่อมองจากมาเลเซียจึงควรให้ทนายมาเลเซียตรวจ

ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามภายหลัง มาตรา 51 ของกฎหมายแพ่งมาเลเซียให้ฝ่ายที่ไม่ได้เปลี่ยนศาสนายื่นคำร้องหย่าได้ เมื่อพ้น 3 เดือนนับแต่วันเปลี่ยนศาสนา

สำหรับฝั่งไทย กฎหมายอิสลามเรื่องครอบครัวและมรดกใช้เฉพาะคดีในศาลชั้นต้นของจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นมุสลิมทั้งคู่ โดยมีดะโต๊ะยุติธรรมร่วมวินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลาม ถ้าคู่สมรสฝ่ายไทยไม่ใช่มุสลิม หรือฟ้องที่ศาลจังหวัดอื่น ศาลใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

หย่าที่ไทยแล้ว มาเลเซียยอมรับไหม

ยอมรับได้ในหลายกรณี แต่ ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ถ้าการสมรสเคยจดหรือบันทึกไว้ในมาเลเซีย มักต้องนำเอกสารหย่าจากไทยไปดำเนินการต่อที่นั่น

  • คู่สมรสที่ไม่ใช่มุสลิม มีรายงานข่าวปี 2568 ว่าศาลสูงมาเลเซียที่ปีนังอนุญาตให้คู่สมรสที่สมรสและหย่าในต่างประเทศ นำการหย่ามาจดในมาเลเซียได้ โดยอ้าง Law Reform Act มาตรา 31
  • คู่สมรสที่เป็นมุสลิม เรื่องสถานะการสมรสและการหย่าอยู่ในอำนาจศาลชะรีอะฮ์และหน่วยงานศาสนาของรัฐ ควรถามทนายชะรีอะฮ์ว่าต้องยื่นอะไรเพื่อให้การหย่ามีผลในระบบนั้น
  • ถ้าการสมรสไม่เคยจดในมาเลเซียเลย ก็ยังควรเก็บเอกสารหย่าที่รับรองแล้วไว้ เพราะอาจต้องใช้เมื่อจะสมรสใหม่หรือติดต่อหน่วยงานในอนาคต
ก่อนยื่นฟ้องในไทย ควรถามทนายในมาเลเซียให้ชัดว่าเอกสารหย่าจากไทยต้องนำไปทำอะไรต่อ ไม่อย่างนั้นอาจหย่าเสร็จในไทย แต่ในทะเบียนของมาเลเซียยังเป็นคู่สมรสกันอยู่

เอกสารจากมาเลเซียต้องรับรองอย่างไร ต้องใช้อะไรบ้าง

เอกสารที่ออกโดยทางการมาเลเซีย ต้อง ผ่านการรับรองสามชั้น ก่อนนำมาใช้กับหน่วยงานไทย ตามที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์แนะนำ

  1. ยื่นรับรองที่กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย (Wisma Putra)
  2. ยื่นรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
  3. แปลเป็นภาษาไทย และรับรองขั้นสุดท้ายที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ หรือสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวที่ให้บริการ

ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการรับรองเอกสารมหาชนต่างประเทศ (Apostille) โดยมีผลกับไทยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 แต่ตามตารางสถานะของ HCCH มาเลเซียยังไม่ใช่ภาคี เอกสารมาเลเซียจึงยังต้องรับรองตามขั้นตอนข้างต้น

เอกสารที่มักต้องเตรียมในคดีหย่า ได้แก่

  • ทะเบียนสมรสหรือใบสำคัญการสมรส ทั้งที่ออกในไทยหรือในมาเลเซีย
  • สำเนาหนังสือเดินทางหรือบัตรประจำตัวของคู่สมรสชาวมาเลเซีย และที่อยู่ล่าสุดที่ส่งหมายได้
  • สูติบัตรของบุตร ถ้ามีบุตรร่วมกัน
  • หลักฐานตามเหตุหย่าที่อ้าง และหลักฐานทรัพย์สินที่จะขอแบ่ง
  • หลักฐานกฎหมายมาเลเซียที่เกี่ยวข้อง ถ้าทนายเห็นว่าต้องพิสูจน์

ในศาล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 ให้ศาลสั่งให้ส่งคำแปลภาษาไทยของเอกสารภาษาต่างประเทศได้ จึงควรเตรียมคำแปลที่รับรองไว้ก่อน ดีกว่ามาเร่งทำเมื่อศาลสั่ง

ภาพรวมเรื่องการเลือกกฎหมายในคดีหย่าที่มีคู่สมรสต่างชาติ อ่านเพิ่มได้ที่ หย่ากับคู่สมรสต่างชาติ ใช้กฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศ

คำถามที่พบบ่อย

จดทะเบียนหย่าที่อำเภอกับคู่สมรสมาเลเซียได้ไหม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย มาตรา 26 ให้การหย่าโดยความยินยอมสมบูรณ์ เมื่อกฎหมายสัญชาติของทั้งสองฝ่ายยอมให้ทำได้ สำนักทะเบียนบางแห่งจึงอาจขอเอกสารเพิ่มก่อนรับจด และแม้จดได้ ก็ยังต้องตรวจว่ามาเลเซียจะรับทะเบียนหย่าจากอำเภอไทยอย่างไร

คู่สมรสอยู่มาเลเซียและไม่ยอมมาศาล ฟ้องได้ไหม

ฟ้องได้ ศาลจะส่งหมายเรียกไปยังต่างประเทศ ซึ่งใช้เวลานานกว่าคดีปกติ ถ้าส่งหมายโดยชอบแล้วจำเลยไม่มา ศาลพิจารณาต่อได้ แต่โจทก์ยังต้องนำสืบให้ได้ความตามเหตุหย่า อ่านเรื่องนี้เพิ่มที่ ฟ้องหย่า อีกฝ่ายอยู่ต่างประเทศ ส่งหมายศาลอย่างไร ใช้เวลาเท่าไร

หย่าที่มาเลเซียแล้ว ต้องทำอะไรในไทยต่อ

ถ้าการสมรสจดไว้ในไทย ควรนำเอกสารหย่าที่รับรองและแปลแล้วไปบันทึกฐานะแห่งครอบครัวที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือเขตแห่งใดก็ได้ ตามคู่มือของกรมการปกครอง ขั้นตอนละเอียดดูได้ที่ หย่าที่ต่างประเทศแล้ว มีผลในไทยไหม ต้องทำอะไรต่อ

แต่งงานตามพิธีอิสลามอย่างเดียว ไม่ได้จดทะเบียนที่อำเภอ ต้องหย่าในไทยไหม

ตามมาตรา 1457 การสมรสตามกฎหมายไทยเกิดขึ้นเมื่อจดทะเบียนเท่านั้น พิธีทางศาสนาอย่างเดียวจึงไม่ใช่การสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่สถานะตามหลักศาสนาและตามกฎหมายมาเลเซียเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ควรปรึกษาผู้รู้ทั้งสองระบบ

ถ้ามีลูกด้วยกัน ใครได้อำนาจปกครอง

ในคดีหย่าที่ศาลไทย ศาลเป็นผู้ชี้ขาดว่าใครใช้อำนาจปกครองบุตร โดยยึดความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญตามมาตรา 1520 ถ้าคู่สมรสอาจพาบุตรออกนอกประเทศ ควรบอกทนายตั้งแต่วันแรก

ควรเริ่มอย่างไร

คดีหย่ากับคู่สมรสชาวมาเลเซีย ต้องวางแผนสองฝั่งพร้อมกัน คือฝั่งศาลไทย และฝั่งการนำผลไปใช้ในมาเลเซีย

  1. ระบุให้ชัดว่าคู่สมรสเป็นมุสลิมหรือไม่ และการสมรสจดไว้ที่ประเทศใด
  2. รวบรวมทะเบียนสมรส สูติบัตรบุตร และที่อยู่ล่าสุดของคู่สมรส
  3. เริ่มรับรองเอกสารมาเลเซียที่จำเป็นตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะต้องผ่านหลายหน่วยงาน
  4. ปรึกษาทนายความครอบครัวในไทย เพื่อเลือกศาลและเหตุหย่าที่พิสูจน์ได้
  5. ประสานทนายในมาเลเซียว่าเอกสารหย่าต้องนำไปจดหรือยื่นที่ใดต่อ

เมื่อเตรียมครบทั้งสองฝั่ง คดีมักเดินเร็วขึ้น และลดโอกาสที่ต้องกลับมาแก้เอกสารภายหลัง

มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?

ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ