ฟ้องหย่าทำร้ายจิตใจได้ไหม พฤติกรรมแบบไหนเข้าเหตุหย่า

ฟ้องหย่าเพราะถูกทำร้ายจิตใจได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) ให้ฟ้องหย่าได้เมื่อคู่สมรสทำร้ายหรือทรมานจิตใจ หมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหรือบุพการีของอีกฝ่าย ถ้าเป็นการร้ายแรง สิ่งที่ศาลดูคือความรุนแรงและความต่อเนื่องของพฤติกรรม ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

การทำร้ายจิตใจตามมาตรา 1516 (3) คืออะไร

คือการกระทำที่ทำให้อีกฝ่ายทุกข์ทรมานทางใจอย่างร้ายแรง แม้ไม่มีบาดแผลบนร่างกายเลยก็ตาม กฎหมายเขียนไว้กว้างกว่าการตบตีทำร้าย และครอบคลุมพฤติกรรมหลายแบบ

  • ทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ เช่น ข่มขู่ กดดัน ทำให้หวาดกลัวอยู่เสมอ
  • หมิ่นประมาท เช่น ใส่ความต่อคนอื่นจนเสียชื่อเสียง
  • เหยียดหยาม เช่น ดูถูกด้วยถ้อยคำหยาบคายซ้ำ ๆ ต่อหน้าลูกหรือคนอื่น
  • การกระทำเหล่านี้ ต่อบุพการีของอีกฝ่าย เช่น พ่อแม่ ก็นับด้วย

เงื่อนไขสำคัญคือคำว่า ถ้าเป็นการร้ายแรง ซึ่งกฎหมายไม่ได้ให้นิยามตายตัว ศาลจะดูพฤติการณ์ทั้งหมด เช่น ความถี่ ระยะเวลา ถ้อยคำที่ใช้ และผลกระทบต่อสุขภาพจิต

การทะเลาะกันเป็นครั้งคราวตามประสาชีวิตคู่ มักยังไม่ถึงขั้นนี้ แต่การด่าทอข่มขู่ที่เกิดซ้ำจนอีกฝ่ายใช้ชีวิตปกติไม่ได้ มีโอกาสเข้าเหตุหย่ามากกว่า อ่านเหตุหย่าทุกข้อได้ที่ เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 ครบทั้ง 12 กรณี

พฤติกรรมแบบไหนที่อาจถือว่าทำร้ายจิตใจ

พฤติกรรมที่พบบ่อยมีทั้งแบบเปิดเผยและแบบควบคุมอย่างเงียบ ๆ ตารางนี้เป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ผลจริงขึ้นกับพยานหลักฐานของแต่ละคดี

พฤติกรรมตัวอย่างประเด็นที่ศาลมักพิจารณา
ด่าทอ ดูถูก เหยียดหยามด่าด้วยคำหยาบเป็นประจำ ประจานต่อหน้าลูกหรือเพื่อนร่วมงานความถี่ ถ้อยคำ และการทำต่อหน้าผู้อื่น
ข่มขู่ขู่ทำร้าย ขู่เอาลูกไป ขู่ทำลายข้าวของทำให้เกิดความหวาดกลัวจริงหรือไม่
ควบคุมการเงินยึดบัตร ไม่ให้ทำงาน ให้เงินเพื่อลงโทษหรือบังคับกระทบการดำรงชีวิตแค่ไหน
ตัดขาดจากครอบครัวและเพื่อนห้ามติดต่อพ่อแม่ ตรวจโทรศัพท์ตลอดเวลาเป็นการควบคุมต่อเนื่องหรือไม่
เหยียดหยามพ่อแม่ของอีกฝ่ายด่าว่าบุพการีอย่างรุนแรงซ้ำ ๆระดับความรุนแรงของถ้อยคำและการกระทำ

พฤติกรรมเดียวกันอาจเข้าเหตุหย่าข้ออื่นด้วย เช่น มาตรา 1516 (6) กรณีไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นคู่สมรสอย่างร้ายแรง ทนายมักวางเหตุหย่าไว้หลายข้อตามข้อเท็จจริงที่มี

ฟ้องหย่าทำร้ายจิตใจ ใช้หลักฐานอะไรได้บ้าง

หลักฐานที่มีน้ำหนักคือหลักฐานที่แสดงว่า พฤติกรรมเกิดซ้ำเป็นระยะเวลานาน ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียว ควรรวบรวมหลายประเภทประกอบกัน

  • แชท ข้อความ อีเมล หรือโพสต์ที่อีกฝ่ายส่งถึงคุณ เก็บภาพหน้าจอที่เห็นวันเวลาและชื่อบัญชี และเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ด้วย
  • คลิปเสียงหรือวิดีโอเหตุการณ์ที่คุณอยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง
  • บันทึกการรักษาของแพทย์ จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา เช่น ภาวะเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า
  • พยานบุคคล เช่น ญาติ เพื่อน เพื่อนบ้าน ที่เห็นหรือได้ยินเหตุการณ์
  • บันทึกประจำวันของตำรวจ ถ้าเคยไปแจ้งไว้
  • หลักฐานการถูกควบคุมเงิน เช่น รายการบัญชีที่ถูกระงับหรือข้อความสั่งห้ามใช้เงิน
  • บันทึกส่วนตัวที่จดวันที่และเหตุการณ์ไว้ตามลำดับ

บันทึกของแพทย์ช่วยอธิบาย ผลกระทบต่อจิตใจ ได้ดี แต่ไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนทำ จึงควรใช้คู่กับหลักฐานพฤติกรรมเสมอ อ่านหลักฐานแยกตามเหตุหย่าเพิ่มเติมได้ที่ ฟ้องหย่าต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง แยกตามเหตุหย่า

อย่าแอบเข้าโทรศัพท์ อีเมล หรือบัญชีออนไลน์ของอีกฝ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อหาหลักฐาน การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบอาจผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และทำให้หลักฐานถูกโต้แย้ง เก็บเฉพาะสิ่งที่ส่งถึงคุณ หรือเหตุการณ์ที่คุณอยู่ด้วยเอง

ทนมานานแล้ว ยังฟ้องหย่าได้ไหม

ได้ แต่ต้องระวังอายุความ มาตรา 1529 กำหนดให้สิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) ระงับเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ความจริง

พฤติกรรมทำร้ายจิตใจมักเกิดซ้ำ เหตุการณ์ล่าสุดที่ยังไม่เกิน 1 ปีจึงเป็นแกนของคดี ส่วนเหตุการณ์เก่าที่ใช้เป็นเหตุหย่าเองไม่ได้แล้ว มาตรา 1529 ยังเปิดให้ นำสืบสนับสนุน คดีหย่าที่อาศัยเหตุอื่นได้

อีกเรื่องคือการให้อภัย ถ้าทำการใดที่แสดงว่าให้อภัยการกระทำนั้นแล้ว สิทธิฟ้องหย่าจากเหตุนั้นอาจหมดไป ดูรายละเอียดที่ เหตุฟ้องหย่ามีอายุความไหม ให้อภัยแล้วยังฟ้องได้ไหม

ขั้นตอนเมื่อจะฟ้องหย่าเพราะถูกทำร้ายจิตใจ

  1. ดูแลความปลอดภัยและสุขภาพใจก่อน ถ้ารู้สึกไม่ปลอดภัย ให้ย้ายไปอยู่ที่ปลอดภัยและพบแพทย์
  2. จดลำดับเหตุการณ์สำคัญพร้อมวันที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในรอบ 1 ปีล่าสุด
  3. สำรองหลักฐานไว้นอกโทรศัพท์เครื่องเดิม เช่น อุปกรณ์อื่นที่อีกฝ่ายเข้าไม่ถึง
  4. ปรึกษาทนายเพื่อเลือกเหตุหย่า และวางเรื่องลูก ทรัพย์สิน และค่าเลี้ยงชีพไปพร้อมกัน
  5. ยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีเขตอำนาจ
  6. เข้าสู่การไกล่เกลี่ย หากตกลงกันไม่ได้ จึงสืบพยานให้ศาลวินิจฉัย

ถ้ามีการข่มขู่ทำร้าย ขอความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ได้ด้วย เพราะกฎหมายนี้นิยามความรุนแรงในครอบครัวรวมถึงการกระทำที่มุ่งให้เกิดอันตรายแก่จิตใจ หรือสายด่วน พม. 1300 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย

ทะเลาะกันบ่อยแต่ไม่เคยลงมือทำร้าย ฟ้องหย่าได้ไหม

ได้ ถ้าถึงขั้นทรมานจิตใจหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง การไม่มีบาดแผลไม่ได้ตัดสิทธิ แต่การทะเลาะทั่วไปที่ต่างฝ่ายต่างโต้ตอบกัน อาจยังไม่พอ หากแยกกันอยู่มาเกิน 3 ปีแล้ว อาจใช้เหตุแยกกันอยู่ตามมาตรา 1516 (4/2) แทนได้

ต้องมีใบรับรองจากจิตแพทย์ทุกครั้งไหม

ไม่บังคับ แต่ช่วยให้ศาลเห็นผลกระทบชัดขึ้นมาก ถ้ายังไม่เคยพบแพทย์ การเริ่มรักษาตอนนี้ก็มีประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและต่อคดี เพียงแต่ต้องมีหลักฐานพฤติกรรมของอีกฝ่ายประกอบด้วย

อัดเสียงตอนอีกฝ่ายด่าทอ ใช้เป็นหลักฐานได้ไหม

การบันทึกเหตุการณ์ที่คุณเป็นคู่สนทนาเอง มักใช้ประกอบคดีได้ ศาลจะชั่งน้ำหนักร่วมกับพยานอื่น ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับพร้อมวันเวลา และไม่ตัดต่อ เพราะอีกฝ่ายอาจโต้แย้งความแท้จริงของไฟล์

หย่าเพราะถูกทำร้ายจิตใจ เรียกค่าเลี้ยงชีพได้ไหม

อาจได้ มาตรา 1526 ให้ขอค่าเลี้ยงชีพได้เมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายแต่ฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้ผู้ขอยากจนลง ต้องขอไว้ในคำฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่า ไม่เช่นนั้นสิทธินี้หมดไป

อีกฝ่ายด่าพ่อแม่ของเราอย่างรุนแรง นับเป็นเหตุหย่าไหม

นับได้ มาตรา 1516 (3) รวมการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของอีกฝ่ายไว้ด้วย โดยต้องถึงขั้นร้ายแรงเช่นกัน ควรเก็บหลักฐานและพยานที่รู้เห็นไว้

ควรเริ่มอย่างไร

เริ่มจากความปลอดภัยของตัวเองและลูก แล้วค่อย ๆ รวบรวมหลักฐานอย่างถูกวิธี โดย จดลำดับเหตุการณ์ ในรอบ 1 ปีให้ชัดที่สุด

คดีทำร้ายจิตใจแพ้ชนะกันที่การเล่าเรื่องให้ศาลเห็นภาพรวม การปรึกษาทนายความคดีครอบครัวตั้งแต่ต้น ช่วยให้เลือกเหตุหย่าได้ตรง และไม่พลาดเรื่องอายุความ

มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?

ปรึกษาทีมทนายความได้โดยตรง เราช่วยประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางที่เหมาะกับคุณ